BlogMarketingOnline Marketingการตลาดออนไลน์ คืออะไร สำคัญต่อการทำธุรกิจอย่างไร ?

การตลาดออนไลน์ คืออะไร สำคัญต่อการทำธุรกิจอย่างไร ?

การตลาดออนไลน์

ปัจจุบัน “การตลาดออนไลน์” ได้เข้ามามีบทบาทต่อการทำแบรนด์เป็นอย่างมาก เพราะช่วยสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) ให้กลุ่มลูกค้าเข้าถึงแบรนด์มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มยอดขาย และทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ในบทความนี้ Common Ground จึงอยากพาคุณมาทำความรู้จักการตลาดแบบออนไลน์ให้มากขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าจะน่าสนใจอย่างไร ตามมาดูกันเลย

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

การตลาดออนไลน์ คืออะไร (Online Marketing)

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือ การทำการตลาดในรูปแบบออนไลน์ หรือการโปรโมตธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อโปรโมตธุรกิจสินค้าและบริการให้น่าสนใจ และเป็นที่รู้จัก จนนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้านั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Youtube หรือ Google และอีกมากมาย ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักในผู้คนในวงกว้าง และทำให้ธุรกิจได้รับความสนใจ จนนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้า หรือบริการต่าง ๆ

Online Marketing แตกต่างจาก Digital Marketing อย่างไร

Online Marketing คือ การทำการตลาดที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เท่านั้น โดยจะโฟกัสเฉพาะแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือโฆษณาออนไลน์ ในขณะที่ Digital Marketing จะมีขอบเขตกว้างกว่า เพราะครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมด ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน ป้ายดิจิทัล ระบบสะสมแต้ม หรือคีออสก์หน้าร้าน เป็นต้น

พูดให้เข้าใจง่ายคือ Online Marketing เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Digital Marketing เท่านั้น

สำหรับธุรกิจ ที่เข้าใจความแตกต่างระหว่างทั้งสองแนวทางนี้ จะสามารถนำมาผสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้าง Customer Journey ที่เชื่อมต่อจากออนไลน์ สู่หน้าร้านได้อย่างไร้รอยต่อ และเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอน

ความแตกต่างระหว่าง Online กับ Offline Marketing

การตลาดออฟไลน์ คือ การสื่อสารผ่านสื่อดั้งเดิม เช่น ทีวี วิทยุ ป้ายโฆษณา และสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งการเลือกใช้ประเภทของสื่อโฆษณาให้เหมาะสมกับพาร์ทออฟไลน์นั้น จะเน้นเรื่องการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง แต่ก็จะมีข้อจำกัดด้านการวัดผลและการปรับกลยุทธ์แบบทันที เมื่อเทียบกับช่องทางออนไลน์

ในทางกลับกัน Online Marketing จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ เฉพาะเจาะจงกว่า วัดผลได้แบบเรียลไทม์ และปรับแคมเปญได้ต่อเนื่อง ทำให้ใช้งบประมาณคุ้มค่ากว่า และปรับกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายกว่านั่นเอง

การตลาดออนไลน์

ทำความรู้จัก 9 ประเภท Online Marketing มีอะไรบ้าง

ปัจจุบันช่องทางการทำการตลาดแบบออนไลน์ จะถูกแบ่งออกเป็น 9 ช่องทางหลัก ๆ โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1. Search Engine Optimization (SEO)

SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ โดยปรับแต่งทั้งภายในเว็บไซต์ และภายนอกเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาบน Search Engine และมีจำนวน Organic Traffic เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการมากขึ้น

2. SEM/ Google Ads

Google Adwords หรือ Google Ads คือ ช่องทางการทำการตลาดผ่านการโฆษณาบน Search Engine โดยที่คุณจะต้องจ่ายเงินซื้อโฆษณา เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาแล้วเจอเว็บไซต์ธุรกิจของคุณอยู่เป็นอันดับแรก ซึ่งการทำ Google Ads จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็น และเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้า และบริการ

3. Social Media Marketing (SMM)

SMM คือ การทำการตลาดบน Social Media เช่น Facebook, Instagram, Youtube, Twitter หรือ Line เป็นต้น ซึ่งการทำการตลาดในรูปแบบนี้จะช่วยให้คุณสามารถพูดคุยกับกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง อีกทั้งยังสามารถโปรโมต หรือโฆษณา และประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการรับรู้ และเข้าถึงแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว 

4. Content Marketing

Content Marketing คือ การสร้างเนื้อหา Content ที่สร้างสรรค์ และน่าสนใจ เพื่อสื่อสารให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการรับรู้ของแบรนด์ และกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้า และบริการต่าง ๆ ซึ่งรูปแบบของการทำ Content Marketing สามารถนำเสนอเนื้อหาได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ หรือวิดีโอที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามามีส่วนร่วมกับสิ่งที่แบรนด์สื่อออกไป 

5. Influencer / KOL

Influencer Marketing คือ การทำการตลาดโดยใช้ผู้มีอิทธิพล หรือผู้ที่โด่งดังบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นดารา นักแสดง ไอดอล หรือบล็อกเกอร์ มาทำการตลาด เพื่อให้แบรนด์เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย และยังช่วยชักจูง หรือโน้มน้าวให้ตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการต่าง ๆ อีกด้วย

6. Email Marketing

Email Marketing คือ การทำการตลาดในรูปแบบของการส่ง Email เพื่อแจ้งข่าวสาร และประชาสัมพันธ์โปรโมชันต่าง ๆ ของแบรนด์ไปยังสมาชิก เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลสินค้าต่าง ๆ ของแบรนด์ ก็จะช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น

7. Affiliate & Partner Marketing

Affiliate Marketing คือ การทำการตลาดแบบพันธมิตร ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับ Influencer Marketing แต่ตัว Affiliate Marketing จะมีความแตกต่างกันตรงที่จะมีค่าคอมมิชชันจากการแนะนำสินค้า

หรือบริการมาเป็นค่าตอบแทน ซึ่งนอกจากการทำ Affiliate Marketing  จะช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ที่แนะนำสินค้าแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อขายสินค้า และบริการมากขึ้นด้วย

8. Website UX & Conversation Optimization

Website UX & Conversion Optimization คือ การปรับประสบการณ์การใช้งานบนเว็บไซต์ (User Experience) ให้ใช้งานง่ายขึ้น โหลดเร็ว และตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง พร้อมทั้งออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ ปุ่ม CTA และขั้นตอนการสั่งซื้อให้กระตุ้นการตัดสินใจมากที่สุด เพื่อช่วยลดอัตราการออกจากเว็บไซต์ และเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้เข้าชม ให้กลายเป็นลูกค้า

9. Data & Analytics

Data & Analytics คือ การวิเคราะห์ และประเมินผลข้อมูล เพื่อนำไปพัฒนากลยุทธ์การตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง และลดความเสี่ยงในการลงทุนบนโลกออนไลน์

และนี่ก็คือสาระน่ารู้เกี่ยวกับการตลาด ที่คนทำธุรกิจยุคใหม่ต้องศึกษา และทำความเข้าใจ เพราะการตลาดมีผลต่อธุรกิจออนไลน์อย่างมาก หากต้องการทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว หากใครที่กำลังมองหาที่ปรึกษาการตลาด คอมม่อน กราวด์ เป็นเอเจนซีรับทำการตลาดทุกรูปแบบ

การตลาดออนไลน์

รวม 6 ข้อดี ทำไมธุรกิจควรทำ Online Marketing

ทุกวันนี้ สื่อออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่บน Social Media, Search Engine และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ มากขึ้น เจ้าของธุรกิจ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยใช้ Online Marketing เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงลูกค้า สร้างการรับรู้แบรนด์ และเพิ่มโอกาสทางการขาย ซึ่ง Online Marketing มีความสำคัญต่อธุรกิจในหลายด้าน ดังนี้

  • ต้นทุนต่ำกว่าการตลาดออฟไลน์

การตลาดแบบออนไลน์ ใช้ต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่าการโฆษณาแบบออฟไลน์ อีกทั้งยังสามารถกำหนดงบประมาณ ได้ตามความเหมาะสม

  • ยิงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

แพลตฟอร์มออนไลน์ สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียด ทำให้โฆษณาเข้าถึงเฉพาะกลุ่มลูกค้า ที่มีแนวโน้มสนใจสินค้า หรือบริการจริงได้ ทำให้ช่วยลดการสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น

  • วัดผลได้เรียลไทม์

การตลาดแบบออนไลน์ สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ทันที ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพรวมของแคมเปญ และตัดสินใจได้จากข้อมูลจริง

  • ปรับเปลี่ยนได้ทันที เมื่อผลงานไม่ดี

หากแคมเปญที่ทำ ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง ก็สามารถปรับงบประมาณ เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย หรือแก้ไขข้อความโฆษณาได้ทันที ต่างจากการตลาดออฟไลน์ ที่แก้ไขได้ยาก และใช้เวลานาน

  • สร้างแบรนด์ และความน่าเชื่อถือได้ดี

การทำคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำ และสร้างความน่าเชื่อถือ ในสายตาลูกค้าได้ในระยะยาว

  • สามารถสื่อสาร และตอบคำถามลูกค้าได้ทันที

Online Marketing มีบทบาทสำคัญด้านการสื่อสาร เพราะเมื่อลูกค้าเกิดความสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ธุรกิจของคุณก็สามารถตอบกลับได้ทันทีผ่านช่องทางออนไลน์

ธุรกิจแบบไหน เหมาะกับกลยุทธ์ Online Marketing

การตลาดแบบออนไลน์ เหมาะกับธุรกิจหลากหลายประเภท โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็ว วัดผลได้ชัดเจน และขยายโอกาสทางการขายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

  • ธุรกิจ SME
  • ร้านค้าออนไลน์
  • ธุรกิจบริการ
  • โรงงาน 
  • หรือธุรกิจ B2B
การตลาดออนไลน์

ขั้นตอนการทำการตลาดออนไลน์ มือใหม่ก็ทำได้

การทำการตลาดบนโลกออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากเริ่มต้นอย่างเป็นขั้นตอน ก็จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสื่อสารกับลูกค้าได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น โดยมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1. วิเคราะห์ศึกษาตลาดและคู่แข่ง

การรู้จัก และทำความเข้าใจแบรนด์ของตัวเอง รวมไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างแรก ที่ควรวิเคราะห์ให้ดีก่อนเริ่มวางแผนการตลาด เพื่อให้รู้ถึงสินค้า หรือบริการของตนเองอย่างละเอียด ทั้งยังช่วยให้คุณวางแผนการตลาดได้เหมาะกับธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์จุดแข็ง และจุดอ่อน (SWOT) ของธุรกิจ เพื่อรู้จักให้จุดเด่น และนำจุดอ่อนไปพัฒนาปรับปรุงธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้คุณเห็นโอกาสที่อาจเกิดขึ้น และส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยให้มองเห็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้

2. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย และ Persona

การกำหนดเป้าหมายของธุรกิจ ว่าต้องการให้ธุรกิจไปในทิศทางไหน เช่น การทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักของกลุ่มเป้าหมาย และทำให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำ หรือการทำให้ธุรกิจเป็น Top of Mind ซึ่งข้อดีของการกำหนดเป้าหมายของธุรกิจ จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น และรู้ว่าธุรกิจควรปรับปรุง หรือพัฒนาอย่างไร เพื่อให้ดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมายอยู่ตลอด

3. เลือกแพลตฟอร์มหลัก 

การกำหนดช่องทาง และสิ่งที่ต้องการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน ทำให้ธุรกิจของคุณ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และเป็นที่น่าจดจำ ซึ่งช่องทางการสื่อสารมีหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น SEO, Google Ads, Website, Blog, Social Media เป็นต้น

4. วางกลยุทธ์คอนเทนต์ที่ช่วยปิดการขาย

การวางกลยุทธ์คอนเทนต์ช่วยปิดการขาย เป็นการเร่งให้ลูกค้าเกิดความอยาก ด้วยข้อเสนอจูงใจ หรือการทำคอนเทนต์ที่มีคุณค่า ตาม Buyer’s Journey โดยตัวอย่างการสร้างคอนเทนต์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มีดังนี้

  • ให้ความรู้: สร้างคอนเทนต์ที่ให้ข้อมูล มีประโยชน์ และช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า
  • รีวิวการใช้งานจริง: นำเสนอประสบการณ์จริง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น
  • UGC: ใช้คอนเทนต์จากลูกค้าจริง เช่น รีวิวหรือความคิดเห็น เพื่อเสริมความมั่นใจให้ผู้ซื้อใหม่
  • แสดงให้เห็นปัญหา และวิธีการแก้: สื่อสารปัญหาที่ลูกค้าพบ และชี้ให้เห็นว่าสินค้า หรือบริการช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร

5. โปรโมตด้วย Paid และ Organic

การโปรโมตแบบฟรี (Organic) เป็นการสร้างคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแบบไม่เสียค่าโฆษณา ส่วนการโปรโมตแบบจ่ายเงิน (Paid) จะเป็นการใช้โฆษณาออนไลน์ เพื่อเร่งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มโอกาสในการขาย

6. เก็บข้อมูล วัดผล และปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายคือการนำข้อมูลผลลัพธ์ จากการทำการตลาดมาวิเคราะห์ เพื่อปรับกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

ตารางเปรียบเทียบ เลือกช่องทางไหนเหมาะสมสุด

การเลือกช่องทางให้เหมาะกับธุรกิจ ต้องดูว่ากลยุทธ์ และเป้าหมายของคุณสอดคล้องกับพฤติกรรมของ AI และผู้ใช้งานหรือไม่

การตลาดออนไลน์

โดยธุรกิจ B2C ควรเน้น Personalized Commerce เพื่อดันยอดขายผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok Shop หรือ AI Shopping ต่าง ๆ ด้วยข้อมูลสินค้าที่ครบ และเปรียบเทียบง่าย ในขณะที่ธุรกิจ B2B ควรโฟกัส Authority Content เพื่อให้ AI หยิบไปอ้างอิงผ่าน LinkedIn, Whitepaper หรือแพลตฟอร์มค้นหาความรู้

ส่วนธุรกิจ Local ต้องเน้น Real-time Presence เช่น Google Maps เพื่อให้ลูกค้าเจอและตัดสินใจได้ทันที และสำหรับสินค้า Niche ควรใช้ Deep Content อย่างเว็บไซต์เฉพาะทางหรือ YouTube เพื่ออธิบายเชิงลึก และสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว

การตลาดออนไลน์

4 กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ปี 2026 ที่นำไปใช้ได้จริง

ในปี 2026 การตลาดออนไลน์ไม่ได้วัดกันแค่การเข้าถึง แต่ยังต้องวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า ตั้งแต่การรับรู้ จนถึงการตัดสินใจซื้อ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1. Funnel Marketing

การทำ Funnel Marketing จะช่วยให้คอนเทนต์สื่อสารตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วง โดยมี 3 ขั้นตอน ได้แก่

  1. TOFU – Top of Funnel: สร้างการรับรู้ให้คนรู้จักแบรนด์
  2. MOFU – Middle of Funnel: ให้ข้อมูล เพิ่มความสนใจ และความเชื่อมั่น
  3. BOFU – Bottom of Funnel: กระตุ้นการตัดสินใจ และปิดการขาย

2. Content-Led Strategy 

กลยุทธ์ที่โฟกัสการสร้างคอนเทนต์ ที่ให้ประโยชน์มากกว่าการขายตรง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว เช่น

  • เน้นให้ความรู้แทนการ Hard Sell
  • เล่าเรื่อง Storytelling
  • ใช้ Social Proof

3. Performance & Retargeting

การโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ ต้องเข้าถึงทั้งลูกค้าใหม่ และคนที่เคยสนใจแล้ว

  • Prospecting: ยิงแอดเพื่อหากลุ่มลูกค้าใหม่
  • Retargeting: ยิงซ้ำกลุ่มที่เคยมีปฏิสัมพันธ์
  • Measurement: วัดผลจากข้อมูลจริง เพื่อนำไปปรับแคมเปญ

4. Omnichannel Experience 

ลูกค้าต้องซื้อได้ทุกที่ และสะดวกสบายที่สุด โดยมีเคล็ดลับง่าย ๆ ดังนี้

  • ทำเส้นทางการซื้อให้สั้น และสะดวกที่สุด โดยลดขั้นตอนการตัดสินใจ เพื่อให้ลูกค้าซื้อได้ง่าย และรวดเร็ว
  • แพลตฟอร์มหลัก 4 แบบ ได้แก่ เว็บไซต์, Marketplace, Social Media และ Chat ควรเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ
  • แจ้งข้อมูลให้เหมือนกันทุกช่องทาง โดยต้องสื่อสารจุดขาย ราคา และประโยชน์ของสินค้าให้ตรงกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า
การตลาดออนไลน์

เทรนด์การตลาดออนไลน์ที่น่าจับตาในปี 2026

2026 นี้จะเป็นปีที่ความเร็ว ความแม่นยำ ความเป็นมนุษย์เดินไปด้วยกัน โดยแบรนด์ที่จะรอด คือแบรนด์ที่รู้จักผู้บริโภคดีกว่าที่ผู้บริโภครู้จักตัวเอง โดยแนวโน้ม Online Marketing ในปี 2026 มีดังนี้

  • AI & Generative Marketing (ChatGPT, Gemini, Claude) 

AI ถูกนำมาใช้ทั้งการสร้างคอนเทนต์ วิเคราะห์โฆษณา และวางแผนการตลาด ช่วยลดต้นทุน ลดเวลาในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญได้อย่างชัดเจน

  • AI Search & Google SGE & AIO

ปัจจุบัน Google เปลี่ยนจากการแสดงผลลิงก์ เป็นการให้คำตอบมากขึ้น ธุรกิจจึงควรเขียนคอนเทนต์แบบ Answer-first เพื่อให้ AI เลือกนำไปแสดง และเพิ่มโอกาสในการมองเห็นแบรนด์

  • Short Form Video

แพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram Reels ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคอนเทนต์ต้องดึงความสนใจให้ได้ภายใน 3–8 วินาทีแรก เพื่อเพิ่มอัตราการรับชมและการมีส่วนร่วม

  • Creator Economy

ผู้บริโภค ให้ความเชื่อถือครีเอเตอร์ หรือผู้ใช้จริงมากกว่าอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่ การใช้คอนเทนต์จากคนธรรมดาที่มีประสบการณ์จริง จึงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นการตัดสินใจได้ดีกว่า

  • Cookie-Less / First-Party Data

เนื่องจาก แพลตฟอร์มต่าง ๆ ลดการใช้ Third-Party Cookies ลง ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องหันมาเก็บข้อมูลจากลูกค้าโดยตรง เช่น อีเมล เบอร์โทร พฤติกรรมบนเว็บไซต์ หรือผู้ติดตาม (First-Party Data) เพื่อนำไปวางแผนการตลาด ยิงโฆษณา และสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างแม่นยำ และยั่งยืน

6 ทักษะจำเป็น ที่นักการตลาดมือใหม่ต้องรู้

1. สื่อสารได้ดี และตรงประเด็น

การสื่อสาร นับเป็นทักษะสำคัญที่นักการตลาดทุกคนต้องมี เนื่องจากงานในสายงาน Online Marketing จำเป็นต้องสื่อสารกันเองภายในทีม และสื่อสารกับคนนอกทีมรวมถึงการสื่อสารในโซเชียลมีเดีย 

ดังนั้น ผู้ที่สนใจอยากเติบโตในสายอาชีพการตลาดควรมีทักษะในการพูดนำเสนอในที่ประชุม เจรจากับลูกค้า และเป็นผู้นำให้กับคนอื่นได้

2. ความครีเอทีฟเป็นที่หนึ่ง

ความครีเอทีฟ (Creative) หรือความคิดสร้างสรรค์ เป็นหนึ่งในทักษะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักการตลาด เนื่องจากในปัจจุบันแบรนด์ต่าง ๆ ล้วนออกแคมเปญทางการตลาดมาแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น นักการตลาดจำเป็นต้องอัปเดตเทรนด์ไวรัลใหม่ ๆ อยู่ตลอด เพื่อสร้างสรรค์กลยุทธ์ทางการตลาดที่โดดเด่น และไม่ซ้ำใคร ทั้งยังช่วยให้แบรนด์ของคุณเป็นที่น่าจดจำมากยิ่งขึ้น 

3. วิเคราะห์ข้อมูลให้เป็น

ทักษะสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลย เนื่องจากการวางแผนแคมเปญ และวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดี นักการตลาดจะต้องมองเห็นภาพในระยะไกล ทั้งยังต้องวิเคราะห์แผนการตลาดของตนเองได้ดี 

เช่น กลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลของผู้ที่ให้ความร่วมมือในแคมเปญ และสถิติเข้าชมเว็บไซต์ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาแผนการตลาดที่ดียิ่งขึ้นในแคมเปญต่อไป

4. เข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย

ความสำเร็จของการทำแคมเปญการตลาด ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายของนักการตลาดว่ากลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นใคร ต้องการอะไร และปัญหาที่พบเจอคืออะไรบ้าง เพื่อให้คุณสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่น่าสนใจ และตรงกับความต้องการของลูกค้า

ดังนั้น การเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ล้วนมีส่วนช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิมโดยไม่เปลี่ยนใจไปหาคู่แข่ง ทั้งยังมีโอกาสเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ ๆ ได้มากยิ่งขึ้น

5. ตัวจริงเรื่องโซเชียลมีเดีย

ในยุคดิจิทัล (Digital) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมักมีเทรนด์ใหม่ ๆ ออกมาเสมอ ดังนั้น คนที่ทำงานด้าน Online Marketing จำเป็นต้องติดตามข่าวสารของแวดวงการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

รวมถึงต้องอัปเดตเทรนด์ในโลกโซเชียลอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ มาต่อยอดในแผนทางการตลาดได้รวดเร็ว และนำหน้าคู่แข่งคนสำคัญในธุรกิจของคุณได้ในระยะเวลาอันสั้น

6. รักการทำงานแบบ Multitasking

ด้วยความที่สายงานการตลาดจำเป็นต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่าง ทำให้คุณต้องทำทุกอย่างพร้อม ๆ กันได้ในเวลาเดียวกัน เช่น การวิเคราะห์ตัวเลข การเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ การทำแผนทางการตลาด

และการเลือกนำเสนอคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่อยากเติบโตในสายงาน Online Marketing จึงจำเป็นต้องมีความสามารถในด้านของ Multitasking สูง

5 เรื่องท้าทาย ที่พบบ่อยในการทำ Online Marketing

1. ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 

เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเทคโนโลยี และด้านเศรษฐกิจ ทำให้การตลาดออนไลน์ได้รับผลกระทบ และมีความท้าทายในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการยิงแอด โดยเฉพาะโฆษณาที่มีการแข่งขันสูง ก็มีค่าโฆษณาสูงตามไปด้วย  

2. ผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้นทันที 

หนึ่งในความท้าทายที่นักการตลาด ต้องพบเจออยู่บ่อย ๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของผลลัพธ์ ที่ไม่เกิดขึ้นทันที เพราะการทำการตลาดออนไลน์มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ทำให้ยากที่จะได้ผลลัพธ์ทันใจ แต่หากคุณมีการวิเคราะห์ข้อมูล เลือกใช้กลยุทธ์ที่ถูกต้อง และมีความคิดสร้างสรรค์ ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ก็จะช่วยให้แบรนด์ได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นได้

3. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

เทคโนโลยี ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ ผ่านการใช้เครื่องมือ และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ

แต่เนื่องจากเทคโนโลยีนั้น มีการเปลี่ยนแปลง และเติบโตอยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นเรื่องท้าทายสำหรับนักการตลาดออนไลน์ และเจ้าของแบรนด์ทุกคนที่ต้องปรับตัว เพื่อตามให้ทันอยู่เสมอ

4. เลือกแพลตฟอร์ม Social Media ไม่เหมาะสมกับธุรกิจ

อีกหนึ่งความท้าทาย และปัญหาใหญ่ของการตลาดออนไลน์ คือ การทำการตลาดผิดแพลตฟอร์ม หรือการโปรโมตผิดช่องทาง ทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่เห็นแบรนด์ และเข้าถึงธุรกิจของคุณได้ยาก ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และสร้างการรับรู้ของแบรนด์ให้เพิ่มขึ้น 

แนวทางแก้ไข คือ การวิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และสำรวจว่า แพลตฟอร์มไหนที่กลุ่มเป้าหมายเลือกใช้งานมากที่สุด เพื่อปรับกลยุทธ์ของคุณ ให้ตรงกับแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายใช้งาน

5. ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 

แน่นอนว่าในการเริ่มต้นทำแบรนด์ หลายคนมักเริ่มด้วยตนเอง เนื่องจาก ช่วยประหยัดงบประมาณ และทำให้เข้าใจกระบวนการทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น

เจาะลึกเรื่อง การตลาดออนไลน์ 2026: ทุกข้อสงสัยที่คุณควรรู้ (FAQ)
การตลาดออนไลน์ในปี 2026 แตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างไร?

ในปี 2026 จะก้าวข้ามการยิงแอดแบบหว่านแหไปสู่ยุค “Predictive Marketing” โดยใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าล่วงหน้า เพื่อนำเสนอสิ่งที่ต้องการก่อนการค้นหาจริง นอกจากนี้ยังต้องปรับตัวเข้ากับ Search Generative Experience (SGE) ที่เน้นการตอบคำถามโดยตรงมากกว่าแค่การแสดงลิงก์เว็บไซต์

ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญกับ GEO มากกว่า SEO แบบเดิม?

เพราะพฤติกรรมการค้นหาเปลี่ยนไป ต้องเน้น Generative Engine Optimization (GEO) เพื่อให้ AI ดึงข้อมูลแบรนด์ไปเป็นคำตอบให้ผู้ใช้งาน ซึ่งต้องอาศัยคอนเทนต์ที่มีโครงสร้างชัดเจน มีความน่าเชื่อถือสูง (E-E-A-T) และตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ลึกซึ้งกว่าเดิม

การตลาดออนไลน์แบบ Omnichannel ในปี 2026 สำคัญอย่างไร?

สำคัญมากเพราะ Customer Journey มีความซับซ้อนและไร้รอยต่อมากขึ้น ต้องเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกช่องทางทั้ง Social Media, Marketplace และหน้าร้านจริงเข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์เดียวกัน (Unified Customer Experience) ไม่ว่าจะติดต่อผ่านช่องทางไหน

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ประหยัดงบที่สุดในปี 2026 คืออะไร?

การเน้น Retention & Community Building ในยุคที่ค่าแอดแพงขึ้น การรักษาฐานลูกค้าเดิมผ่านการสร้าง Community หรือระบบสมาชิกที่มีสิทธิพิเศษเฉพาะตัว จะช่วยสร้างยอดขายที่ยั่งยืนและมีต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา

AI จะเข้ามาแทนที่คนทำธุรกิจการตลาดออนไลน์หรือไม่?

AI จะเข้ามาเป็น “พาร์ทเนอร์” มากกว่า โดยคนทำการตลาดต้องเก่งเรื่องการสั่งงาน AI (Prompt Engineering) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ส่วนงานที่ทำซ้ำๆ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลจะเป็นหน้าที่ของ AI เพื่อให้คนไปโฟกัสเรื่องความคิดสร้างสรรค์และสายสัมพันธ์กับลูกค้า

เราจะวัดผลความสำเร็จของการตลาดออนไลน์ในปี 2026 ได้จากอะไร?

นอกจากยอดขายแล้ว จะเน้นวัดผลที่ “Brand Sentiment” และ “Share of Model” คือการดูว่าแบรนด์ถูกพูดถึงในเชิงบวกอย่างไร และถูก AI ดึงไปแนะนำบ่อยแค่ไหน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของแบรนด์ในโลกยุคใหม่

มือใหม่เริ่มต้นทำการตลาดออนไลน์ปี 2026 ควรโฟกัสที่แพลตฟอร์มไหนก่อน?

ควรเริ่มจากแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายอยู่จริง และเน้นการทำ Short-form Video ที่มีความเป็นธรรมชาติ (Authentic Content) เพราะความเรียลและความจริงใจคือหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ (Marketing Strategy), การออกแบบ และการสร้างแบรนด์ (Branding & Design), การผลิต และการถ่ายทำวิดีโอ (Production), การออกแบบเว็บไซต์ (Website), การสร้างสรรค์เนื้อหาที่น่าสนใจ (Content) และการยิงแอดทำโฆษณา (Advertising) 

เราพร้อมเป็นที่ปรึกษาการตลาดให้ธุรกิจของคุณไปสู่จุดมุ่งหมาย และประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด ด้วยประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการทำการตลาดมานานกว่า 6 ปี เรามุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมพัฒนาเพื่อให้ได้สิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าอยู่เสมอ หากสนใจสามารถติดต่อเพื่อสอบถาม หรือปรึกษาได้ที่

Tel: 081-426-6695
Email: Enjoy@iamcommonground.com
Facebook Page: Common Ground
TikTok: @commonground_agency
Instagram: @commonground_agency

Common Ground Digital Marketing Agency รับทำการตลาดออนไลน์
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.