OKR คืออะไร ? ทำไมองค์กรชั้นนำถึงเลือกใช้

การตั้งเป้าหมาย และวัดผล ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ทุกองค์กรควรให้ความใส่ใจ เพราะ OKR เป็นตัวช่วยผลักดันองค์กรให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ OKR ได้กลายมาเป็นเครื่องมือหลักในการประเมินผลงาน เนื่องจาก เป็นเครื่องมือที่วัดผลได้อย่างชัดเจน และมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับองค์กรยุคใหม่อย่างยิ่ง
บทความสาระน่ารู้ในวันนี้ Common Ground ขอพาเจ้าขององค์กรทุกท่านมาทำความเข้าใจกันว่า การวัดผลแบบ OKR คืออะไร และมีประสิทธิภาพต่อการประเมินผลภายในองค์กรอย่างไรบ้าง พร้อมแชร์เทคนิคสำคัญที่ช่วยให้การทำ OKR ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น หากพร้อมแล้ว เราไปดูกัน
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
ทำความรู้จัก OKR คืออะไร
OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results ซึ่งก็คือ แนวคิดในการตั้งเป้าหมาย และตัวช่วยในการผลักดันองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งองค์ประกอบแนวคิดของ OKR มีเพียงแค่เป้าหมาย (Objective) และตัววัดผลของความสำเร็จ (Key Results)
โดยผลลัพธ์นั้นจะวัดผลตามกรอบเวลาที่ชัดเจน อาจเป็นรายไตรมาส หรือรายปี อย่างไรก็ตาม การทำ OKR ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จเท่านั้น แต่เป็นการตั้งเป้าหมายที่เกินตัว เพื่อผลักดันให้คนในองค์กรเติบโตอย่างก้าวกระโดด

OKR มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
OKR มี 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Objectives (เป้าหมาย) และ Key Results (ผลลัพธ์ที่ต้องวัดได้) โดยอธิบายให้เข้าง่ายได้ ดังนี้
1. Objectives
คือ เป้าหมายที่คุณต้องการบรรลุ ต้องเป็นสิ่งที่ท้าทาย มีแรงบันดาลใจ และให้ความรู้สึกว่า “เรากำลังมุ่งไปข้างหน้า” เช่น
- เพิ่มยอดขายออนไลน์ของบริษัท
- สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นมืออาชีพ
- พัฒนาทักษะทีมงานด้านการตลาดดิจิทัล
2. Key Results
คือ ผลลัพธ์ที่วัดได้เป็นตัวเลข หรือหลักฐานที่จับต้องได้ เพื่อดูว่าใกล้บรรลุเป้าหมายแค่ไหน โดยจะแนะนำให้มี 2 – 5 ข้อ ต่อ 1 Objective เท่านั้น เพื่อไม่ให้หลุดโฟกัส ตัวอย่าง Key Results สำหรับ Objective “เพิ่มยอดขายออนไลน์ของบริษัท” เช่น
- มียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 40% ภายใน 3 เดือน
- ปรับปรุงหน้า Landing Page จน Conversion Rate สูงขึ้น 20%
- ปิดการขายจากช่องทางโซเชียลมีเดีย 100 รายต่อเดือน
สรุปแนวคิด OKR หรือ Objective + Key Results
แนวคิด OKR (Objective & Key Results) อธิบายง่าย ๆ คือ กรอบการตั้งเป้าหมายที่ช่วยให้ทั้งองค์กร ทีม หรือพนักงานโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ และวัดผลความสำเร็จได้อย่างชัดเจน โดยสรุปแนวคิดง่าย ๆ เป็นตารางได้ ดังนี้
| OKR | ความหมาย |
|---|---|
| Objective (O) | เป้าหมาย หรือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น |
| Key Result (KR) | ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ วัดความสำเร็จของ Objective ได้ |
หลักการสำคัญ
- Objective ต้องดึงดูดใจ คนในทีมเข้าใจง่าย และ Key Results ต้องวัดผลได้จริง
- ไม่ควรมี Objective มากเกินไป (3 – 5 Objectives ต่อรอบ) เพื่อให้ทรัพยากรไม่กระจัดกระจาย
- ทุกคนในทีมควรรู้ OKR ของกันและกัน ทำให้ทำงานสอดคล้องกัน
- Key Results ต้องเป็นตัวเลข หรือเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า “สำเร็จหรือไม่”
- ควรเป็นเป้าหมายที่ต้องพยายาม แต่ไม่ยากเกินจนหมดกำลังใจ
ตัวอย่างการตั้ง OKR
| Objective (O) | Key Results (KR) |
|---|---|
| 1. เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า | – คะแนนความพึงพอใจลูกค้า (CSAT) ≥ 90% – ลดเวลารออาหารเฉลี่ย ≤ 15 นาที- จำนวนรีวิวดี ≥ 50 รีวิวต่อเดือน |
| 2. เพิ่มยอดขายและจำนวนลูกค้าประจำ | – ยอดขายเดือนต่อเดือนเพิ่ม 20% – เพิ่มจำนวนลูกค้าประจำ 30% ใน 6 เดือน – ขายเมนูใหม่ ≥ 100 จาน/เดือน |
| 3. พัฒนาประสิทธิภาพของทีมงาน | – จัดอบรมพนักงาน 2 ครั้ง/ไตรมาส – ลดข้อผิดพลาดในการสั่งอาหาร ≤ 2% – ความพึงพอใจพนักงาน ≥ 85% |
| 4. เสริมภาพลักษณ์และการตลาดออนไลน์ | – เพิ่มผู้ติดตาม Facebook/IG 50% ใน 6 เดือน – โพสต์คอนเทนต์ 3 ครั้ง/สัปดาห์ – Engagement rate ≥ 10% ต่อโพสต์ |

ข้อดีของ OKR คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรต่อองค์กร
OKR ไม่ใช่แค่การตั้งเป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือช่วยให้ทีมโฟกัส วัดผลได้จริง กระตุ้นแรงจูงใจ และเรียนรู้ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง !
• ช่วยให้โฟกัสไปที่สิ่งสำคัญจริง ๆ
ช่วยให้ทีม หรือพนักงานแต่ละคน มุ่งไปที่สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น แทนที่จะทำงานหลายอย่างไปเรื่อย ๆ โดยไม่เห็นทิศทางชัดเจน
• ช่วยให้วัดผลได้ชัดเจน
Key Results เป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณ ทำให้ทีมรู้ได้ทันทีว่าเป้าหมายสำเร็จหรือไม่ และสามารถติดตามความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
• ช่วยกระตุ้นแรงจูงใจ
Objective ถูกออกแบบให้ท้าทาย และสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้ทีมอยากพัฒนาตนเอง และทำงานอย่างเต็มที่
• มีความโปร่งใส และทำให้สื่อสารกันง่ายขึ้น
OKR ช่วยให้ทุกคนในทีมเห็นเป้าหมายและ Key Results ของกันและกัน ทำให้การประสานงานง่ายขึ้น ลดความเข้าใจผิด และสร้างความร่วมมือ
• ช่วยให้ปรับตัวได้เร็ว
OKR มักตั้งรายไตรมาส จึงทำให้สามารถปรับเป้าหมาย หรือ Key Results ตามสถานการณ์ตลาด หรือผลลัพธ์จริงได้
• ช่วยให้ทีมพัฒนา
การติดตาม Key Results อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ทีมเห็นข้อดี และข้อด้อยของการทำงาน เรียนรู้จากผลลัพธ์จริง และปรับปรุงประสิทธิภาพในรอบถัดไป

OKR กับ KPI แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?
OKR (Objectives and Key Result) และ KPI (Key Performance Indicators) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลการดำเนินงานขององค์กร ที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ แต่ก็มีจุดประสงค์ และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้
- การใช้งาน
การประเมิน OKR เป็นกระบวนการกำหนดเป้าหมายที่สำคัญ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่น และเน้นความโปร่งใส เพื่อให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจเป้าหมายร่วมกัน ขณะที่ KPI เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพ และผลงานภายในองค์กร โดยวัดผลผ่านตัวเลข หรือเปอร์เซ็นต์
- การกำหนดเป้าหมาย
การกำหนด OKR มาจากการระดมความคิดของพนักงาน และหัวหน้าแผนกเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ในการบรรลุเป้าหมาย เพื่อโฟกัสถึงความสำเร็จในอนาคต
ในส่วน KPI จะเป็นการกำหนดเป้าหมายแบบบนลงล่าง (Top-Down) โดยผู้บริหารจะกำหนดเป้าหมายหลักขององค์กร จากนั้นค่อยแยกลงไปยังแผนกต่าง ๆ ตามลำดับขั้น
- ลักษณะการทำงาน
ลักษณะการทำงานโดยใช้ KPI วัดผล มักมีความเฉพาะเจาะจง และเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของการทำงาน แต่ OKR เน้นไปที่ความยืดหยุ่น และช่วยส่งเสริมให้องค์กรมีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน
- ระบบค่าตอบแทนของพนักงาน
KPI ส่วนใหญ่จะเน้นที่การวัดผล และเชื่อมโยงกับผลตอบแทนของพนักงานโดยตรง เช่น เงินโบนัสประจำปี และการปรับเงินเดือน เป็นต้น ในขณะที่ OKR มุ่งเน้นที่การตั้งเป้าหมาย และการกำหนดตัววัดผลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทน

5 ขั้นตอนการสร้าง OKR เพื่อวัดผลในองค์กร ให้ประสบความสำเร็จ
การทำ OKR จะไม่ประสบความสำเร็จเลย หากขาดการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับตนเอง และองค์กร รวมถึงขาดการทำความเข้าใจกับการวัดผลแบบ OKR อย่างถี่ถ้วน โดยเทคนิคทั้ง 5 ข้อนี้จะช่วยให้การวัดผล OKR ในองค์กรของคุณประสบความสำเร็จ พร้อมกับผลักดันองค์กรให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
- ปรับความคิดของบุคลากร และองค์กร
ทั้งองค์กรต้องทำความเข้าใจก่อนว่าจุดประสงค์ของการทำ OKR คืออะไร และ OKR มีรายละเอียดอะไรบ้าง เพราะหากองค์กร หรือบุคลากรยังไม่เข้าใจ การนำ OKR มาใช้อาจสร้างความกดดัน หรือผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งยังเสี่ยงที่เป้าหมายจะไม่ประสบผลสำเร็จ
นอกเหนือจากการทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของการทำ OKR แล้ว ควรให้บุคลากรทุกคนเข้าใจด้วยว่า OKR เป็นการตั้งเป้าหมาย และแรงผลักดันในการบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่การประเมินผลการทำงานในแต่ละไตรมาส เหมือนกับการประเมินผลพนักงานประจำปี
- ตั้งเป้าหมายร่วมกันทั้งองค์กร
การตั้ง OKR คืออะไรที่ดี และมีประสิทธิภาพ ทุกคนควรเข้าใจเป้าหมาย และตั้งเป้าหมายร่วมกันทั้งองค์กร เพื่อให้ทุกคนเข้าใจทิศทางการทำงานร่วมกัน และเมื่อ OKR ของทุกแผนกสอดคล้องกัน ก็ยิ่งช่วยให้เป้าหมายประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ควรตั้งเป้าหมายบนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะหากตั้งเป้าหมายที่สูงจนเกินไป อาจทำให้พนักงานรู้สึกท้อ และไม่ท้าทายต่อการเอาชนะ ส่งผลให้เป้าหมายไม่ประสบความสำเร็จ และยากต่อการกำหนด OKR ในครั้งถัดไป
- กำหนดบทบาท และเป้าหมายที่ชัดเจน
การกำหนดบทบาทของแต่ละฝ่าย รวมถึงขอบเขตการทำงาน และเป้าหมายในสิ่งที่ทำ ควรสอดคล้องกับการทำงานของแต่ละแผนก เพราะการกำหนด OKR ที่ชัดเจน ช่วยให้รู้ว่าการทำงานในแต่ละแผนกต้องโฟกัสกับอะไรบ้าง ทั้งยังช่วยให้เห็นภาพการทำงานของแผนกอื่น ๆ ด้วย
- มีการประเมินผลที่ถูกต้อง และชัดเจน
หลังจากที่กำหนดเป้าหมายในการทำ OKR ลุล่วงแล้ว อย่าลืมประเมินผลทุกครั้งหลังจบไตรมาส เพราะการประเมินผลเป็นตัวบอกว่า สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ ทั้งนี้ การประเมินผลต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเปิดเผยได้ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ จนนำไปสู่การตั้ง OKR ที่มีประสิทธิภาพในครั้งต่อไป
- เชื่อว่างานมีความหมาย
จุดสำคัญที่ช่วยให้การวัดผลแบบ OKR ประสบความสำเร็จ คือ ต้องทำให้พนักงานเห็นถึงเป้าหมายของสิ่งที่องค์กรทำ ว่าองค์กรกำลังทำอะไร และต้องการเติบโตไปทิศทางไหนบ้าง เพราะหากพนักงานไม่เข้าใจความหมาย เกี่ยวกับงานที่ตนเองทำ อาจก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าทำ OKR ไปทำไม ในเมื่อสุดท้ายบริษัทก็เติบโตขึ้นในทุกไตรมาส
ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ OKR และแนวทางแก้ไข
ก่อนที่จะเริ่มใช้ OKR อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจปัญหาที่หลายองค์กรมักเจอระหว่างการตั้ง และบริหาร OKR เพราะแม้ OKR จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยโฟกัส และขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้ดี แต่หากใช้อย่างไม่ถูกต้องก็อาจทำให้ทีมสับสน เดินไปผิดทิศทาง หรือไม่เห็นผลตามที่ตั้งใจไว้
ต่อไปนี้คือ ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ OKR พร้อมวิธีแก้ไขแบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบริหาร OKR ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1) Objective ไม่ชัดเจน วัดผลไม่ได้
หากคุณตั้งเป้าหมายกว้างเกินไป อาจทำให้ทีมไม่รู้ว่าความสำเร็จที่จะไปให้ถึงคืออะไร ตัวอย่างเช่น “ทำให้บริษัทเติบโตมากขึ้น”
► วิธีแก้: ตั้ง Objective ให้ชัดเจน มีความหมายเฉพาะ เช่น “เพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ A ไตรมาสนี้ 20%”
2) Key Results ยากเกินไป ทำไม่ได้จริง
หากคุณตั้งเป้าไว้สูงเกินไป ก็จะส่งผลให้ทีมรู้สึกท้อ หรือรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างเช่น “เพิ่มยอดขาย 100% ใน 1 เดือน”
► วิธีแก้: ตั้ง KR ที่เป็นไปได้ตามข้อมูลจริง เช่น “เพิ่มยอดขาย 15% ภายในไตรมาสนี้”
3) ไม่ติดตามผลระหว่างทาง
หากตั้ง OKR แล้วหาย ไม่เช็ก ไม่อัปเดต ไม่ว่าจะรายเดือน หรือรายไตรมาส ก็จะส่งผลให้หลุดจากเป้าหมายได้
► วิธีแก้: ติดตามผลสม่ำเสมอ และประชุม Review ทุกเดือน ใช้ Dashboard หรือเครื่องมือช่วยติดตาม
4) OKR ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กร
หากทีมตั้ง OKR ไปคนละทาง เช่น องค์กรต้องการ “ปรับปรุงบริการลูกค้า” แต่ทีมไปโฟกัสฟีเจอร์ผลิตภัณฑ์ ผลลัพธ์การทำงานที่ได้ก็จะไม่ตอบเป้าหมายใหญ่ของบริษัท
► วิธีแก้: ทำให้ทุกทีมรู้ว่าทำไมตั้ง OKR นี้ และ OKR ทีมต้องเชื่อมกับเป้าหมายองค์กร
5) ไม่สื่อสาร OKR ให้ทีมรู้ทั่วกัน
หากผู้บริหารตั้ง OKR แต่ทีมไม่รู้เป้าหมาย ก็จะส่งผลให้การทำงานไม่สอดคล้องกัน
► วิธีแก้: ประกาศ OKR ให้ทุกทีมทราบอย่างชัดเจน เช่น ผ่านประชุม แชร์เอกสาร หรือใช้ระบบที่ให้ทีมตรวจสอบได้ เป็นต้น
6) ไม่ทบทวน และปรับปรุง OKR
หากตั้ง OKR ครั้งเดียว ไม่มีการอัปเดตแม้สถานการณ์เปลี่ยน ก็จะทำให้ OKR ไม่ทันตลาด และไม่ทันปัญหาจริง
► วิธีแก้: ทบทวนทุกไตรมาส ทำ Retrospective ปรับเป้าตามข้อมูลจริงเพื่อให้เหมาะสมขึ้น
เมื่อได้ทำความเข้าใจแล้วว่า OKR คืออะไร และมีความสำคัญต่อองค์กรยุคใหม่อย่างไรบ้าง เชื่อว่าผู้ประกอบการคงเห็นแนวทางการกำหนดเป้าหมายประจำไตรมาส เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกระดับ ทั้งนี้ อย่าลืมให้ความสำคัญกับการสื่อสารภายในองค์กร เพราะการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ช่วยให้การกำหนดเป้าหมาย และการทำงานดำเนินไปได้อย่างราบรื่นอยู่เสมอ
สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำหนด OKR เสร็จแล้วเรียบร้อย แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ลองให้ Common Ground เอเจนซีที่ปรึกษาการตลาด รวมทีมงานมากฝีมือ มาช่วยทำการตลาด และวางกลยุทธ์ให้แบรนด์ของคุณประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
หากสนใจสามารถติดต่อมาได้ที่
Tel: 081-426-6695
Email: Enjoy@iamcommonground.com
Facebook Page: Common Ground
TikTok: @commonground_agency
Instagram: @commonground_agency
OKR ย่อมาจากอะไร ?
OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results หมายถึงกรอบการตั้งเป้าหมาย และวัดผล ที่หลายบริษัทดัง ๆ อย่าง Google ใช้กัน โดยจะช่วยให้ทีมสามารถโฟกัสกับสิ่งสำคัญ และวัดผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน
Objective คืออะไร ?
Objective คือ เป้าหมายหลักที่เราอยากไปให้ถึง ซึ่งเป็นตัวบอกทิศทางว่าอนาคตเราต้องการผลลัพธ์แบบไหน เช่น เพิ่มยอดขายให้เติบโต หรือทำให้ลูกค้าประทับใจ เป็นต้น
OKR ต่างกับ KPI อย่างไร ?
KPI คือ ตัวเลข หรือดัชนีที่ใช้วัดผลงาน เช่น ยอดขายต้องถึง 1 ล้านบาท หรือมีลูกค้าใหม่ 100 ราย ส่วน OKR คือ การตั้งเป้าหมายใหญ่ (Objective) แล้วแตกออกมาเป็น Key Results ที่ใช้วัดว่าทำได้จริงแค่ไหน
สรุปง่าย ๆ คือ KPI เน้นวัดผลลัพธ์เป็นตัวเลข แต่ OKR เน้นการตั้งเป้าหมายที่มีตัววัดผลไปพร้อมกัน และมักใช้เพื่อกระตุ้นทีมให้ก้าวข้ามขีดจำกัด ไม่ใช่แค่วัดผลงานเฉย ๆ
ยกตัวอย่างการเขียน OKR ?
Objective คือ การเพิ่มการรับรู้แบรนด์ให้มากขึ้นในตลาดออนไลน์
– Key Result 1: ยอดผู้ติดตามเพจเพิ่มขึ้น 50% ภายใน 3 เดือน
– Key Result 2: มี Reach รวม 1 ล้านครั้งในโซเชียลมีเดีย
– Key Result 3: ติดอันดับ Top 3 คีย์เวิร์ดหลักใน Google
ใครบ้างที่ควรใช้ OKR ?
OKR เหมาะสำหรับทุกคนในองค์กร โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการสิ่งเหล่านี้
– อยากให้ทุกคนในองกรณ์เข้าใจลำดับความสำคัญตรงกัน
– มีความสอดคล้องของทีม และพนักงานในเป้าหมายหลักขององค์กร
– สนับสนุนการตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อผลักดันประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ที่วัดผลได้
สามารถใช้ OKR กับธุรกิจขนาดเล็กได้ไหม ?
แน่นอนว่า “ได้” ซึ่งการใช้ OKR จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็ก สามารถใช้ทรัพยากรที่จำกัด ไปกับเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดจริง ๆ แต่วิธีการใช้ OKR ในธุรกิจขนาดเล็ก อาจไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเหมือนองค์กรขนาดใหญ่ โดยสามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการตั้ง OKR ประจำไตรมาสสำหรับเป้าหมายหลัก 1-3 ข้อก็พอแล้ว