BlogMarketingOnline MarketingOKR คืออะไร ? ทำไมองค์กรชั้นนำถึงเลือกใช้

OKR คืออะไร ? ทำไมองค์กรชั้นนำถึงเลือกใช้

okr คืออะไร

การตั้งเป้าหมาย และวัดผล ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ทุกองค์กรควรให้ความใส่ใจ เพราะ OKR เป็นตัวช่วยผลักดันองค์กรให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ OKR ได้กลายมาเป็นเครื่องมือหลักในการประเมินผลงาน เนื่องจาก เป็นเครื่องมือที่วัดผลได้อย่างชัดเจน และมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับองค์กรยุคใหม่อย่างยิ่ง

บทความสาระน่ารู้ในวันนี้ Common Ground ขอพาเจ้าขององค์กรทุกท่านมาทำความเข้าใจกันว่า การวัดผลแบบ OKR คืออะไร และมีประสิทธิภาพต่อการประเมินผลภายในองค์กรอย่างไรบ้าง พร้อมแชร์เทคนิคสำคัญที่ช่วยให้การทำ OKR ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น หากพร้อมแล้ว เราไปดูกัน

ทำความรู้จัก OKR คืออะไร

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results ซึ่งก็คือ แนวคิดในการตั้งเป้าหมาย และตัวช่วยในการผลักดันองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งองค์ประกอบแนวคิดของ OKR มีเพียงแค่เป้าหมาย (Objective) และตัววัดผลของความสำเร็จ (Key Results)

โดยผลลัพธ์นั้นจะวัดผลตามกรอบเวลาที่ชัดเจน อาจเป็นรายไตรมาส หรือรายปี อย่างไรก็ตาม การทำ OKR ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จเท่านั้น แต่เป็นการตั้งเป้าหมายที่เกินตัว เพื่อผลักดันให้คนในองค์กรเติบโตอย่างก้าวกระโดด

okr คืออะไร

OKR มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

OKR มี 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Objectives (เป้าหมาย) และ Key Results (ผลลัพธ์ที่ต้องวัดได้) โดยอธิบายให้เข้าง่ายได้ ดังนี้

1. Objectives
คือ เป้าหมายที่คุณต้องการบรรลุ ต้องเป็นสิ่งที่ท้าทาย มีแรงบันดาลใจ และให้ความรู้สึกว่า “เรากำลังมุ่งไปข้างหน้า” เช่น

  • เพิ่มยอดขายออนไลน์ของบริษัท
  • สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นมืออาชีพ
  • พัฒนาทักษะทีมงานด้านการตลาดดิจิทัล

2. Key Results

คือ ผลลัพธ์ที่วัดได้เป็นตัวเลข หรือหลักฐานที่จับต้องได้ เพื่อดูว่าใกล้บรรลุเป้าหมายแค่ไหน โดยจะแนะนำให้มี 2 – 5 ข้อ ต่อ 1 Objective เท่านั้น เพื่อไม่ให้หลุดโฟกัส ตัวอย่าง Key Results สำหรับ Objective “เพิ่มยอดขายออนไลน์ของบริษัท” เช่น

  • มียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 40% ภายใน 3 เดือน
  • ปรับปรุงหน้า Landing Page จน Conversion Rate สูงขึ้น 20%
  • ปิดการขายจากช่องทางโซเชียลมีเดีย 100 รายต่อเดือน

สรุปแนวคิด OKR หรือ Objective + Key Results

แนวคิด OKR (Objective & Key Results) อธิบายง่าย ๆ คือ กรอบการตั้งเป้าหมายที่ช่วยให้ทั้งองค์กร ทีม หรือพนักงานโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ และวัดผลความสำเร็จได้อย่างชัดเจน โดยสรุปแนวคิดง่าย ๆ เป็นตารางได้ ดังนี้

OKRความหมาย
Objective (O)เป้าหมาย หรือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น
Key Result (KR)ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ วัดความสำเร็จของ Objective ได้

หลักการสำคัญ

  • Objective ต้องดึงดูดใจ คนในทีมเข้าใจง่าย และ Key Results ต้องวัดผลได้จริง
  • ไม่ควรมี Objective มากเกินไป (3 – 5 Objectives ต่อรอบ) เพื่อให้ทรัพยากรไม่กระจัดกระจาย
  • ทุกคนในทีมควรรู้ OKR ของกันและกัน ทำให้ทำงานสอดคล้องกัน
  • Key Results ต้องเป็นตัวเลข หรือเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า “สำเร็จหรือไม่”
  • ควรเป็นเป้าหมายที่ต้องพยายาม แต่ไม่ยากเกินจนหมดกำลังใจ

ตัวอย่างการตั้ง OKR

Objective (O)Key Results (KR)
1. เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า– คะแนนความพึงพอใจลูกค้า (CSAT) ≥ 90%
– ลดเวลารออาหารเฉลี่ย ≤ 15 นาที- จำนวนรีวิวดี ≥ 50 รีวิวต่อเดือน
2. เพิ่มยอดขายและจำนวนลูกค้าประจำ– ยอดขายเดือนต่อเดือนเพิ่ม 20%
– เพิ่มจำนวนลูกค้าประจำ 30% ใน 6 เดือน
– ขายเมนูใหม่ ≥ 100 จาน/เดือน
3. พัฒนาประสิทธิภาพของทีมงาน– จัดอบรมพนักงาน 2 ครั้ง/ไตรมาส
– ลดข้อผิดพลาดในการสั่งอาหาร ≤ 2%
– ความพึงพอใจพนักงาน ≥ 85%
4. เสริมภาพลักษณ์และการตลาดออนไลน์– เพิ่มผู้ติดตาม Facebook/IG 50% ใน 6 เดือน
– โพสต์คอนเทนต์ 3 ครั้ง/สัปดาห์
– Engagement rate ≥ 10% ต่อโพสต์
okr คืออะไร

ข้อดีของ OKR คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรต่อองค์กร

OKR ไม่ใช่แค่การตั้งเป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือช่วยให้ทีมโฟกัส วัดผลได้จริง กระตุ้นแรงจูงใจ และเรียนรู้ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง !

• ช่วยให้โฟกัสไปที่สิ่งสำคัญจริง ๆ

ช่วยให้ทีม หรือพนักงานแต่ละคน มุ่งไปที่สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น แทนที่จะทำงานหลายอย่างไปเรื่อย ๆ โดยไม่เห็นทิศทางชัดเจน

• ช่วยให้วัดผลได้ชัดเจน

Key Results เป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณ ทำให้ทีมรู้ได้ทันทีว่าเป้าหมายสำเร็จหรือไม่ และสามารถติดตามความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

• ช่วยกระตุ้นแรงจูงใจ

Objective ถูกออกแบบให้ท้าทาย และสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้ทีมอยากพัฒนาตนเอง และทำงานอย่างเต็มที่

มีความโปร่งใส และทำให้สื่อสารกันง่ายขึ้น

OKR ช่วยให้ทุกคนในทีมเห็นเป้าหมายและ Key Results ของกันและกัน ทำให้การประสานงานง่ายขึ้น ลดความเข้าใจผิด และสร้างความร่วมมือ

• ช่วยให้ปรับตัวได้เร็ว

OKR มักตั้งรายไตรมาส จึงทำให้สามารถปรับเป้าหมาย หรือ Key Results ตามสถานการณ์ตลาด หรือผลลัพธ์จริงได้

ช่วยให้ทีมพัฒนา

การติดตาม Key Results อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ทีมเห็นข้อดี และข้อด้อยของการทำงาน เรียนรู้จากผลลัพธ์จริง และปรับปรุงประสิทธิภาพในรอบถัดไป

okr คืออะไร

OKR กับ KPI แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

OKR (Objectives and Key Result) และ KPI (Key Performance Indicators) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลการดำเนินงานขององค์กร ที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ แต่ก็มีจุดประสงค์ และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

  • การใช้งาน

การประเมิน OKR เป็นกระบวนการกำหนดเป้าหมายที่สำคัญ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่น และเน้นความโปร่งใส เพื่อให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจเป้าหมายร่วมกัน ขณะที่ KPI เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพ และผลงานภายในองค์กร โดยวัดผลผ่านตัวเลข หรือเปอร์เซ็นต์

  • การกำหนดเป้าหมาย

การกำหนด OKR มาจากการระดมความคิดของพนักงาน และหัวหน้าแผนกเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ในการบรรลุเป้าหมาย เพื่อโฟกัสถึงความสำเร็จในอนาคต

ในส่วน KPI จะเป็นการกำหนดเป้าหมายแบบบนลงล่าง (Top-Down) โดยผู้บริหารจะกำหนดเป้าหมายหลักขององค์กร จากนั้นค่อยแยกลงไปยังแผนกต่าง ๆ ตามลำดับขั้น

  • ลักษณะการทำงาน

ลักษณะการทำงานโดยใช้ KPI วัดผล มักมีความเฉพาะเจาะจง และเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของการทำงาน แต่ OKR เน้นไปที่ความยืดหยุ่น และช่วยส่งเสริมให้องค์กรมีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน

  • ระบบค่าตอบแทนของพนักงาน

KPI ส่วนใหญ่จะเน้นที่การวัดผล และเชื่อมโยงกับผลตอบแทนของพนักงานโดยตรง เช่น เงินโบนัสประจำปี และการปรับเงินเดือน เป็นต้น ในขณะที่ OKR มุ่งเน้นที่การตั้งเป้าหมาย และการกำหนดตัววัดผลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทน

okr คืออะไร

5 ขั้นตอนการสร้าง OKR เพื่อวัดผลในองค์กร ให้ประสบความสำเร็จ

การทำ OKR จะไม่ประสบความสำเร็จเลย หากขาดการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับตนเอง และองค์กร รวมถึงขาดการทำความเข้าใจกับการวัดผลแบบ OKR อย่างถี่ถ้วน โดยเทคนิคทั้ง 5 ข้อนี้จะช่วยให้การวัดผล OKR ในองค์กรของคุณประสบความสำเร็จ พร้อมกับผลักดันองค์กรให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

  • ปรับความคิดของบุคลากร และองค์กร

ทั้งองค์กรต้องทำความเข้าใจก่อนว่าจุดประสงค์ของการทำ OKR คืออะไร และ OKR มีรายละเอียดอะไรบ้าง เพราะหากองค์กร หรือบุคลากรยังไม่เข้าใจ การนำ OKR มาใช้อาจสร้างความกดดัน หรือผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งยังเสี่ยงที่เป้าหมายจะไม่ประสบผลสำเร็จ

นอกเหนือจากการทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของการทำ OKR แล้ว ควรให้บุคลากรทุกคนเข้าใจด้วยว่า OKR เป็นการตั้งเป้าหมาย และแรงผลักดันในการบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่การประเมินผลการทำงานในแต่ละไตรมาส เหมือนกับการประเมินผลพนักงานประจำปี

  • ตั้งเป้าหมายร่วมกันทั้งองค์กร

การตั้ง OKR คืออะไรที่ดี และมีประสิทธิภาพ ทุกคนควรเข้าใจเป้าหมาย และตั้งเป้าหมายร่วมกันทั้งองค์กร เพื่อให้ทุกคนเข้าใจทิศทางการทำงานร่วมกัน และเมื่อ OKR ของทุกแผนกสอดคล้องกัน ก็ยิ่งช่วยให้เป้าหมายประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ควรตั้งเป้าหมายบนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะหากตั้งเป้าหมายที่สูงจนเกินไป อาจทำให้พนักงานรู้สึกท้อ และไม่ท้าทายต่อการเอาชนะ ส่งผลให้เป้าหมายไม่ประสบความสำเร็จ และยากต่อการกำหนด OKR ในครั้งถัดไป

  • กำหนดบทบาท และเป้าหมายที่ชัดเจน

การกำหนดบทบาทของแต่ละฝ่าย รวมถึงขอบเขตการทำงาน และเป้าหมายในสิ่งที่ทำ ควรสอดคล้องกับการทำงานของแต่ละแผนก เพราะการกำหนด OKR ที่ชัดเจน ช่วยให้รู้ว่าการทำงานในแต่ละแผนกต้องโฟกัสกับอะไรบ้าง ทั้งยังช่วยให้เห็นภาพการทำงานของแผนกอื่น ๆ ด้วย

  • มีการประเมินผลที่ถูกต้อง และชัดเจน

หลังจากที่กำหนดเป้าหมายในการทำ OKR ลุล่วงแล้ว อย่าลืมประเมินผลทุกครั้งหลังจบไตรมาส เพราะการประเมินผลเป็นตัวบอกว่า สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ ทั้งนี้ การประเมินผลต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเปิดเผยได้ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ จนนำไปสู่การตั้ง OKR ที่มีประสิทธิภาพในครั้งต่อไป

  • เชื่อว่างานมีความหมาย

จุดสำคัญที่ช่วยให้การวัดผลแบบ OKR ประสบความสำเร็จ คือ ต้องทำให้พนักงานเห็นถึงเป้าหมายของสิ่งที่องค์กรทำ ว่าองค์กรกำลังทำอะไร และต้องการเติบโตไปทิศทางไหนบ้าง เพราะหากพนักงานไม่เข้าใจความหมาย เกี่ยวกับงานที่ตนเองทำ อาจก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าทำ OKR ไปทำไม ในเมื่อสุดท้ายบริษัทก็เติบโตขึ้นในทุกไตรมาส

ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ OKR และแนวทางแก้ไข

ก่อนที่จะเริ่มใช้ OKR อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจปัญหาที่หลายองค์กรมักเจอระหว่างการตั้ง และบริหาร OKR เพราะแม้ OKR จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยโฟกัส และขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้ดี แต่หากใช้อย่างไม่ถูกต้องก็อาจทำให้ทีมสับสน เดินไปผิดทิศทาง หรือไม่เห็นผลตามที่ตั้งใจไว้

ต่อไปนี้คือ ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ OKR พร้อมวิธีแก้ไขแบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบริหาร OKR ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1) Objective ไม่ชัดเจน วัดผลไม่ได้

หากคุณตั้งเป้าหมายกว้างเกินไป อาจทำให้ทีมไม่รู้ว่าความสำเร็จที่จะไปให้ถึงคืออะไร ตัวอย่างเช่น “ทำให้บริษัทเติบโตมากขึ้น”

วิธีแก้: ตั้ง Objective ให้ชัดเจน มีความหมายเฉพาะ เช่น “เพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ A ไตรมาสนี้ 20%”

2) Key Results ยากเกินไป ทำไม่ได้จริง

หากคุณตั้งเป้าไว้สูงเกินไป ก็จะส่งผลให้ทีมรู้สึกท้อ หรือรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างเช่น “เพิ่มยอดขาย 100% ใน 1 เดือน”

► วิธีแก้: ตั้ง KR ที่เป็นไปได้ตามข้อมูลจริง เช่น “เพิ่มยอดขาย 15% ภายในไตรมาสนี้”

3) ไม่ติดตามผลระหว่างทาง

หากตั้ง OKR แล้วหาย ไม่เช็ก ไม่อัปเดต ไม่ว่าจะรายเดือน หรือรายไตรมาส ก็จะส่งผลให้หลุดจากเป้าหมายได้

► วิธีแก้: ติดตามผลสม่ำเสมอ และประชุม Review ทุกเดือน ใช้ Dashboard หรือเครื่องมือช่วยติดตาม

4) OKR ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กร

หากทีมตั้ง OKR ไปคนละทาง เช่น องค์กรต้องการ “ปรับปรุงบริการลูกค้า” แต่ทีมไปโฟกัสฟีเจอร์ผลิตภัณฑ์ ผลลัพธ์การทำงานที่ได้ก็จะไม่ตอบเป้าหมายใหญ่ของบริษัท
► วิธีแก้: ทำให้ทุกทีมรู้ว่าทำไมตั้ง OKR นี้ และ OKR ทีมต้องเชื่อมกับเป้าหมายองค์กร

5) ไม่สื่อสาร OKR ให้ทีมรู้ทั่วกัน

หากผู้บริหารตั้ง OKR แต่ทีมไม่รู้เป้าหมาย ก็จะส่งผลให้การทำงานไม่สอดคล้องกัน

► วิธีแก้: ประกาศ OKR ให้ทุกทีมทราบอย่างชัดเจน เช่น ผ่านประชุม แชร์เอกสาร หรือใช้ระบบที่ให้ทีมตรวจสอบได้ เป็นต้น

6) ไม่ทบทวน และปรับปรุง OKR

หากตั้ง OKR ครั้งเดียว ไม่มีการอัปเดตแม้สถานการณ์เปลี่ยน ก็จะทำให้ OKR ไม่ทันตลาด และไม่ทันปัญหาจริง
► วิธีแก้: ทบทวนทุกไตรมาส ทำ Retrospective ปรับเป้าตามข้อมูลจริงเพื่อให้เหมาะสมขึ้น

เมื่อได้ทำความเข้าใจแล้วว่า OKR คืออะไร และมีความสำคัญต่อองค์กรยุคใหม่อย่างไรบ้าง เชื่อว่าผู้ประกอบการคงเห็นแนวทางการกำหนดเป้าหมายประจำไตรมาส เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกระดับ ทั้งนี้ อย่าลืมให้ความสำคัญกับการสื่อสารภายในองค์กร เพราะการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ช่วยให้การกำหนดเป้าหมาย และการทำงานดำเนินไปได้อย่างราบรื่นอยู่เสมอ

สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำหนด OKR เสร็จแล้วเรียบร้อย แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ลองให้ Common Ground เอเจนซีที่ปรึกษาการตลาด รวมทีมงานมากฝีมือ มาช่วยทำการตลาด และวางกลยุทธ์ให้แบรนด์ของคุณประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

หากสนใจสามารถติดต่อมาได้ที่

Tel: 081-426-6695
Email: Enjoy@iamcommonground.com
Facebook Page: Common Ground
TikTok: @commonground_agency
Instagram: @commonground_agency

OKR ย่อมาจากอะไร ?

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results หมายถึงกรอบการตั้งเป้าหมาย และวัดผล ที่หลายบริษัทดัง ๆ อย่าง Google ใช้กัน โดยจะช่วยให้ทีมสามารถโฟกัสกับสิ่งสำคัญ และวัดผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน

Objective คืออะไร ?

Objective คือ เป้าหมายหลักที่เราอยากไปให้ถึง ซึ่งเป็นตัวบอกทิศทางว่าอนาคตเราต้องการผลลัพธ์แบบไหน เช่น เพิ่มยอดขายให้เติบโต หรือทำให้ลูกค้าประทับใจ เป็นต้น

OKR ต่างกับ KPI อย่างไร ?

KPI คือ ตัวเลข หรือดัชนีที่ใช้วัดผลงาน เช่น ยอดขายต้องถึง 1 ล้านบาท หรือมีลูกค้าใหม่ 100 ราย ส่วน OKR คือ การตั้งเป้าหมายใหญ่ (Objective) แล้วแตกออกมาเป็น Key Results ที่ใช้วัดว่าทำได้จริงแค่ไหน

สรุปง่าย ๆ คือ KPI เน้นวัดผลลัพธ์เป็นตัวเลข แต่ OKR เน้นการตั้งเป้าหมายที่มีตัววัดผลไปพร้อมกัน และมักใช้เพื่อกระตุ้นทีมให้ก้าวข้ามขีดจำกัด ไม่ใช่แค่วัดผลงานเฉย ๆ

ยกตัวอย่างการเขียน OKR ?

Objective คือ การเพิ่มการรับรู้แบรนด์ให้มากขึ้นในตลาดออนไลน์
– Key Result 1: ยอดผู้ติดตามเพจเพิ่มขึ้น 50% ภายใน 3 เดือน
– Key Result 2: มี Reach รวม 1 ล้านครั้งในโซเชียลมีเดีย
– Key Result 3: ติดอันดับ Top 3 คีย์เวิร์ดหลักใน Google

ใครบ้างที่ควรใช้ OKR ?

OKR เหมาะสำหรับทุกคนในองค์กร โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการสิ่งเหล่านี้
– อยากให้ทุกคนในองกรณ์เข้าใจลำดับความสำคัญตรงกัน
– มีความสอดคล้องของทีม และพนักงานในเป้าหมายหลักขององค์กร
– สนับสนุนการตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อผลักดันประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ที่วัดผลได้

สามารถใช้ OKR กับธุรกิจขนาดเล็กได้ไหม ?

แน่นอนว่า “ได้” ซึ่งการใช้ OKR จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็ก สามารถใช้ทรัพยากรที่จำกัด ไปกับเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดจริง ๆ แต่วิธีการใช้ OKR ในธุรกิจขนาดเล็ก อาจไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเหมือนองค์กรขนาดใหญ่ โดยสามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการตั้ง OKR ประจำไตรมาสสำหรับเป้าหมายหลัก 1-3 ข้อก็พอแล้ว

Common Ground Digital Marketing Agency รับทำการตลาดออนไลน์
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.