Click Through Rate หรือ CTR คืออะไร กลยุทธ์สำคัญต่อการยิงแอด

ในโลกการตลาดออนไลน์ปัจจุบัน แบรนด์ส่วนใหญ่มักทุ่มเทไปกับภาพกราฟิก วิดีโอที่ตระการตา และคำโฆษณา (Copywriting) ที่สวยงาม ทว่าท่ามกลางข้อมูลมหาศาลที่หลั่งไหลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การสื่อสารผ่านดวงตาเพียงอย่างเดียวเริ่มมีประสิทธิภาพลดลง ผู้บริโภคเกิดอาการล้าทางสายตา และพร้อมเลื่อนผ่านโฆษณาเหล่านั้นไปภายในไม่ถึงเสี้ยววินาที
อย่างไรก็ตาม หากแบรนด์ต้องการประเมินประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา ว่าผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ ตัวชี้วัดสำคัญตัวแรกที่นักการตลาด และเจ้าของแบรนด์ต้องตรวจสอบคือ CTR (Click-Through Rate) หรืออัตราส่วนการคลิกผ่าน
วันนี้ คอมม่อน กราวด์ จะพาไปทำความเข้าใจถึงความสำคัญของค่า Click-Through Rate สูตรคำนวณเบื้องต้น ค่าเฉลี่ย Click-Through Rate ที่ดีของแต่ละแพลตฟอร์ม พร้อมเทคนิคการเพิ่มอัตราการคลิก และอัปเดตเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของ Click-Through Rate ในปี 2026
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
ทำความเข้าใจ Click-Through Rate หรือ CTR คืออะไร ?
CTR (Click-Through Rate) คือ อัตราส่วนการคลิกผ่าน ซึ่งแสดงผลเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ บ่งบอกว่าในจำนวนครั้งทั้งหมดที่โฆษณา หรือลิงก์ของคุณแสดงผลขึ้นมาบนหน้าจอ (Impressions) มีผู้ใช้งานคลิกผ่านลิงก์นั้นเข้าไปเป็นสัดส่วนเท่าไหร่
คิดแบบง่าย ๆ คือ หากโฆษณาของคุณแสดงผลแก่ผู้ชมทั่วไป ครบตามจำนวนครั้งที่กำหนด แล้วมีคนสนใจกดคลิกผ่านเข้าไปดูรายละเอียดสินค้าต่อ สัดส่วนที่เกิดขึ้นดังกล่าวก็คือค่า Click-Through Rate ของคุณนั่นเอง ยิ่งค่า Click-Through Rate สูงก็เป็นสัญญาณบอกว่า โฆษณา หรือเนื้อหาของคุณมีความน่าสนใจ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
สูตรคำนวณค่า Click-Through Rate มาตรฐาน
Click-Through Rate (%) = (Total Clicks ÷ Total Impression) x 100
อัตราการคลิก (Click-Through Rate) สำคัญต่อการทำการตลาดออนไลน์อย่างไร
ในระบบนิเวศน์ของการยิงโฆษณาออนไลน์ในแต่ละแพลตฟอร์ม ค่า Click-Through Rate เป็นเสมือนเข็มทิศคอยชี้วัดทิศทางความสำเร็จของโฆษณา ด้วยเหตุผลดังนี้:
- ตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้จ่ายในการยิงแอด: ในการยิงโฆษณาแบบจ่ายเงิน แพลตฟอร์มต่าง ๆ มักประเมินต้นทุนต่อการคลิก (CPC) โดยอ้างอิงจากคุณภาพของชิ้นงานโฆษณา หากโฆษณาชิ้นใดได้ค่า Click-Through Rate สูง อัลกอริทึมจะตีความว่าโฆษณานั้นตอบโจทย์ผู้ใช้ ส่งผลให้คุณได้ราคาประมูลโฆษณาต่อคลิกที่ถูกลง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น
- วิเคราะห์ความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมาย: หากคุณยิงโฆษณาไปแล้วพบว่า ยอดการแสดงผลสูงมาก แต่ค่า Click-Through Rate กลับต่ำมากเรื่อย ๆ แสดงว่าเนื้อหาโฆษณา หรือรูปภาพอาจจะไม่โดนใจ หรือกลุ่มเป้าหมายที่คุณเลือกอาจไม่ใช่ผู้ที่สนใจในแบรนด์ของคุณ ช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทันท่วงที
- สำคัญต่อคะแนนคุณภาพโฆษณา: แพลตฟอร์มโฆษณาเสิร์ชเอนจิน เช่น Google Ads มีการใช้คะแนนคุณภาพโฆษณา เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างคีย์เวิร์ด และหน้าปลายทาง โดย Click-Through Rate คือหนึ่งในปัจจัยหลักในการดันคะแนนโฆษณาให้อยู่อันดับที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง
ค่า Click-Through Rate ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไรในแต่ละช่องทาง?
ระดับของค่า Click-Through Rate ที่ดีมีความแตกต่างกันไปตามโครงสร้าง และธรรมชาติของแต่ละแพลตฟอร์ม โดยเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการทำการตลาดออนไลน์ สามารถวิเคราะห์เชิงคุณภาพได้ ดังนี้:
| ช่องทางโฆษณา | ระดับค่าเฉลี่ย Click-Through Rate | พฤติกรรมของผู้บริโภคต่อแพลตฟอร์ม |
| Google Search Ads | สูงที่สุด | ผู้ใช้มีความตั้งใจค้นหาข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาโดยตรง จึงมีอัตราการคลิกผ่านสูง |
| Social Media Ads (FB/ IG/ TikTok) | ปานกลาง | ผู้ใช้เน้นเสพความบันเทิง โฆษณาจึงต้องกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับฟีดปกติ เพื่อโน้มน้าวให้คลิก |
| Display Ads | ต่ำที่สุด | แสดงบนพื้นที่รอบนอกของเว็บไซต์ทั่วไป ผู้ใช้มักมองข้ามเพราะเกิดภาวะตาบอดต่อโฆษณา |
| SEO | แปรผันตามอันดับ | เว็บไซต์ที่อยู่อันดับต้น ๆ ของหน้าแรก จะได้รับความไว้วางใจ และคลิกผ่านเข้ามาอ่านข้อมูลสูงกว่าอันดับล่าง ๆ |
ค่า Click-Through Rate ที่ดีสำหรับโฆษณา Search vs Display (อัปเดตปี 2026)
ในการยิงโฆษณา รูปแบบการแสดงผลส่งผลต่อความคุ้มค่าของการนำส่ง และอัตราการคลิกเป็นอย่างมาก:
| ประเภทโฆษณา | ค่าเฉลี่ย Click-Through Rate ปี 2026 | ลักษณะเด่นเชิงวิเคราะห์ |
| Search Network (Search Ads) | ประมาณ 6.64% | เกิดขึ้นตามคำค้นหาที่ผู้ใช้เจาะจงเสิร์ช จึงดึงดูดการคลิกได้ดีกว่า |
| Display Network (Display Ads) | ประมาณ 0.46% | แสดงผลผ่านป้ายโฆษณาแบนเนอร์ทั่วไป ซึ่งอัตราคลิกจะต่ำกว่า Search ค่อนข้างมาก |
(ที่มาข้อมูลสถิติล่าสุดประมวลผลโดย LocaliQ Search Benchmarks)
อัปเดตเทรนด์ Click-Through Rate ปี 2026 ความท้าทายในยุค Zero-Click และ AI Overviews
ในการตลาดออนไลน์ยุค 2026 พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค และการแสดงผลของแต่ละแพลตฟอร์ม มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลโดยตรงต่อการทำความเข้าใจค่าเฉลี่ยของ Click-Through Rate ในสองทิศทางหลัก ดังนี้:
✦ SEO Click-Through Rate ลดลงจากกระแส Zero-Click และ AI Overviews
รายงานวิจัยล่าสุดจาก Search Engine Land ระบุว่า ยอดการค้นหาในระบบเสิร์ชเอนจินในปัจจุบันจบลงด้วยการเป็น “Zero-Click Searches” ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก ระบบการแสดงผลแบบ AI Overviews ได้ทำการสรุปคำตอบให้ผู้ใช้บนหน้าจอทันที
ส่งผลให้ค่า Click-Through Rate ของผลการค้นหาออร์แกนิกแบบเดิมลดต่ำลง นักการตลาดจึงจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างบทความให้เป็นมิตรกับระบบค้นหาของ AI เพื่อรักษาโอกาสในการมองเห็นของแบรนด์
✦ Social Media Ads Click-Through Rate ถูกแชร์พื้นที่กับคอนเทนต์ที่ปิดการขายในแอป
สำหรับโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย ค่าเฉลี่ย Click-Through Rate แบบเดิม กำลังเผชิญกับการปรับเปลี่ยนของระบบช้อปปิ้งในแอป (In-App Checkout) ซึ่งผู้บริโภคสามารถทำกิจกรรมซื้อขายได้เสร็จสิ้น โดยไม่ต้องกดลิงก์ออกนอกแพลตฟอร์ม
แบรนด์จึงต้องมองพฤติกรรมนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของกลยุทธ์ E-commerce และวิเคราะห์ควบคู่กับอัตราส่วนปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับตะกร้าและระบบชำระเงินในแอปแทนการวัดผลแค่จำนวนการกดลิงก์ออกเพื่อเปลี่ยนทราฟฟิกเพียงอย่างเดียว
เทคนิคการเพิ่ม Click-Through Rate ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หากแบรนด์ของคุณกำลังเผชิญปัญหาอัตราการคลิกผ่านต่ำ สามารถปรับปรุงและกู้คืนประสิทธิภาพได้ด้วยเทคนิคดังต่อไปนี้:
- ดึงส่วนขยายโฆษณามาใช้งาน: ในการทำโฆษณาบน Search Engine ควรกรอกข้อมูลส่วนขยาย เช่น ข้อมูลติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ สถานที่ตั้ง หรือลิงก์หน้าข้อมูลย่อยอื่น ๆ ให้ครบถ้วน เพราะข้อมูลที่สมบูรณ์ จะทำให้ขนาดของโฆษณาใหญ่ขึ้น ดึงดูดสายตา และเพิ่มโอกาสคลิกได้ดีขึ้น
- ปรับเปลี่ยนสไตล์การเขียนหัวข้อ: ลองเปลี่ยนมาใช้ประโยคสั้น ๆ ที่ดึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเป็นประโยคแรก หรือหัวข้อคำพูดที่กระตุ้นความรู้สึกเร่งด่วน เช่น ข้อเสนอเด่น โปรโมชันพิเศษ หรือประโยคกระตุ้นการตัดสินใจ (CTA) ที่สะดุดตา
- ทำการทดสอบ A/B Testing เสมอ: สร้างชิ้นงานโฆษณาเปรียบเทียบกัน เช่น การเปรียบเทียบโทนสีพื้นหลังภาพ รูปแบบการจัดวาง หรือคำโปรยข้อความ เพื่อดูว่าผู้ชมคลิกตอบรับแบนเนอร์โฆษณาแบบไหนมากกว่า
- ศึกษาคีย์เวิร์ดและปรับปรุงกลุ่มเป้าหมาย: คัดกรองคีย์เวิร์ด และขอบเขตกลุ่มเป้าหมายให้แคบลง และตรงจุด หลีกเลี่ยงคีย์เวิร์ดทั่วไปที่มีการเข้าชมปริมาณมาก แต่ไม่ตรงเป้าประสงค์ เพื่อช่วยคัดกรองเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มกดคลิก และต้องการซื้อสินค้าแบรนด์คุณจริง ๆ เข้าสู่ระบบ

อัตราการคลิก สำคัญต่อการยิงแอดในแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างไรบ้าง
ในการผลิตโฆษณาแต่ละชิ้น เจ้าของแบรนด์จำเป็นต้องใช้ต้นทุน ทั้งเงินและระยะเวลาในการทำงาน ดังนั้น Click Through Rate จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการทำโฆษณาแต่ละแคมเปญ ดังนี้
- ตรวจเช็กประสิทธิภาพของการทำโฆษณา
อย่างที่ทราบกันดีว่า Click Through Rate เป็นตัวชี้วัดที่บอกว่า โฆษณาแต่ละชิ้นมีคนคลิกมาก หรือน้อยแค่ไหน ซึ่งหากแคมเปญโฆษณาชิ้นไหนที่มีค่าเปอร์เซ็นต์ของอัตราการคลิกสูง แสดงว่าโฆษณาชิ้นนั้น มีคนให้ความสนใจมาก
ในขณะที่โฆษณาที่อัตราการคลิกมีเปอร์เซ็นต์น้อย ก็สื่อได้ว่าโฆษณาชิ้นนั้น ไม่มีความน่าสนใจ หรือไม่ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น นักการตลาดจะต้องวางกลยุทธ์ในการยิงโฆษณาแต่ละครั้งให้ดี และตามทันเทรนด์ใหม่ ๆ ของผู้บริโภคอยู่เสมอ
- ตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้จ่ายในการยิงแอด
เพราะการยิงโฆษณาแต่ละครั้งเจ้าของแบรนด์ และนักการตลาดจะต้องคำนวณต้นทุนการโฆษณา (Cost Per Click หรือ CPC) ให้ละเอียด ก่อนทำการยิงโฆษณา โดยโฆษณาที่มีอัตราการคลิกสูง จะมีต้นทุนการคลิกต่ำ เนื่องจาก อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เห็นว่าโฆษณาของคุณมีคุณภาพสูง และตอบโจทย์ผู้ใช้งานส่วนใหญ่
ดังนั้น หากโฆษณามีอัตราการคลิกต่ำ ควรเพิ่มงบประมาณในการยิงโฆษณา เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เห็นโฆษณา หรือเพิ่มอัตราการคลิกให้สูงขึ้นต่อไป ส่วนโฆษณาที่มีอัตราการคลิกต่ำ อาจต้องระงับการยิงโฆษณา และทำการปรับปรุงให้ดีก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของแบรนด์เสียเงินไปฟรี ๆ
- ใช้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย
อัตราการคลิกไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพของโฆษณา ในแต่ละแคมเปญเท่านั้น แต่ยังช่วยบ่งบอกได้ดีว่า คอนเทนต์ที่ผลิตออกมาสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ โดยหากอัตราการคลิกสูง แสดงว่าโฆษณาที่ยิงออกไป แสดงผลลัพธ์ในทางที่ดี
แต่หากอัตราการคลิกของโฆษณามีทิศทางที่ลดลงเรื่อย ๆ หรือจำนวนยอดการคลิกคงที่ นักการตลาดอาจต้องเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือปรับเนื้อหาโฆษณา ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น
- สำคัญต่อการเช็ก Ad Quality Score
Ad Quality Score เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่าคีย์เวิร์ดที่เลือกมานั้น ตอบโจทย์กับการยิงโฆษณามากน้อยแค่ไหน โดย Ad Quality Score มีความสัมพันธ์กับ Click-Through Rate ตรงที่ เมื่ออัตราการคลิกสูง ค่า Ad Quality Score มักจะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้อันดับโฆษณาสูงขึ้น และโฆษณาแสดงบ่อยขึ้น รวมถึงต้นทุนในการยิงแอดครั้งต่อไปถูกลงตามไปด้วย
- ส่งผลดีต่อแบรนด์โดยตรง
เป้าหมายหลักในการยิงโฆษณาในแต่ละครั้ง คือ การเพิ่มยอดเข้าชมเว็บไซต์ และยอดขายสินค้า ซึ่งหากโฆษณาที่ยิงออกไปมีอัตราการคลิกสูงก็มีแนวโน้มว่ายอดขายสินค้า จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนคลิกที่สูงขึ้น
CTR (Click-Through Rate) คือ ตัวเลขที่บอกว่า คนที่เห็นโฆษณา หรือคอนเทนต์ของเรา มีสัดส่วนเท่าไรที่กดคลิกต่อ คิดแบบง่าย ๆ คือ คนเห็นกี่ครั้ง กดคลิกกี่ครั้ง แล้วนำมาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
การคำนวณ CTR มีสูตรคำนวณ คือ Click-Through Rate = (จำนวนคลิก / จำนวนการแสดงผล) x 100 โดยค่า CTR ที่สูงแสดงว่า โฆษณา หรือเนื้อหามีความน่าสนใจ และตรงกลุ่มเป้าหมาย (สำหรับ SEO ค่า CTR ที่ดีมักอยู่ที่ 3 – 5% และหากเกิน 10% ถือว่าทำได้ดีมาก)
CTR กับ SEO เกิดจากผลการค้นหาที่ผู้ใช้ “ตั้งใจเสิร์ช” จึงมักมีอัตราคลิกที่สูงกว่า CTR กับ Ads แต่จะควบคุมได้น้อยกว่า เพราะขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมเป็นหลัก ในขณะที่ Click-Through Rate กับ Ads จะเกิดจากโฆษณาที่เรานำเสนอให้กลุ่มเป้าหมาย เช่น ข้อความ ภาพ และการยิงโฆษณา แต่ Click-Through Rate มักต่ำกว่า SEO เพราะผู้ใช้ไม่ได้เสิร์ชหาสิ่งนั้นโดยตรง
ปัญหานี้แสดงว่าโฆษณาของคุณสร้างความน่าสนใจได้ดีจนมีคนคลิกเข้ามาดูเยอะ แต่หน้าปลายทาง (Landing Page) ไม่สามารถโน้มน้าวใจให้เกิดการซื้อได้ เช่น ข้อมูลสินค้าไม่ตรงกับโฆษณา โครงสร้างหน้าเว็บโหลดช้า หรือขั้นตอนการจ่ายเงินยุ่งยากเกินไป
วิธีแก้: ตรวจสอบข้อมูลโฆษณาและหน้า Landing Page ให้สอดคล้องกัน ปรับโครงสร้างหน้าเว็บปลายทางให้โหลดเร็ว และทำให้ปุ่มกดซื้อสินค้าชัดเจนเข้าใจง่ายที่สุด
หากค่า CTR ต่ำแสดงว่าโฆษณาของคุณไม่ดึงดูดใจผู้พบเห็นเลยตั้งแต่วินาทีแรก
วิธีแก้ไข: ให้เริ่มปรับปรุงที่ภาพโฆษณา (Banner) และข้อความโปรยหัวข้อแรกเป็นอันดับแรกเพื่อเปลี่ยนดีไซน์ให้สะดุดตาขึ้น พร้อมทบทวนการระบุกลุ่มเป้าหมายว่าแคบและตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แท้จริงของแบรนด์แล้วหรือยัง
Click-Through Rate ยังคงเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นที่สะท้อนถึงการดึงดูดใจ และความสอดคล้องของโฆษณากับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าแนวโน้มการเสิร์ช และการช้อปปิ้งออนไลน์ในปี 2026 จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบ Zero-Click และ In-App Purchase แบรนด์ก็ยังคงต้องปรับปรุงแผนคอนเทนต์ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพโฆษณาอย่างใส่ใจ เพื่อรักษาสัดส่วนผู้เข้าชมที่มีคุณภาพสูง
หากแบรนด์ของคุณต้องการทีมงานผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนและบริหารการโฆษณาออนไลน์ (Ads Optimization) ในทุกแพลตฟอร์มอย่างมีทิศทางเพื่อสร้างผลลัพธ์ยอดขายจริง คอมม่อน กราวด์ ยินดีให้คำปรึกษาและออกแบบระบบโฆษณาแก่ธุรกิจของคุณ สามารถติดต่อเราได้ทันที!
Tel: 081-426-6695
Email: Enjoy@iamcommonground.com
Facebook Page: Common Ground
TikTok: @commonground_agency
Instagram: @commonground_agency