Click Through Rate หรือ CTR คืออะไร กลยุทธ์สำคัญต่อการยิงแอด

Click Through Rate (CTR) สำคัญมากในโลกการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ เมื่อการยิงแอดได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ ที่ธุรกิจส่วนใหญ่ให้ความสนใจ โดยมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพของโฆษณามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Reach, Engagement, Cost หรือ Conversion Rate เพื่อให้นักการตลาดได้ทำการวิเคราะห์ว่า โฆษณาที่ถูกยิงออกไปได้ผลจริงหรือไม่ และนำผลลัพธ์ที่ได้ไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด
แต่หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญ ที่ช่วยในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโฆษณา คงจะหนีไม่พ้น Click Through Rate ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความน่าสนใจ และให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการตอบสนองของกลุ่มเป้าหมาย ที่มีต่อการยิงโฆษณาในแต่ละแคมเปญ เพราะยิ่งมีอัตราการคลิกสูง ก็ยิ่งบ่งบอกว่าโฆษณาของคุณ สามารถดึงดูดความสนใจได้ดี
สำหรับใครที่กำลังอยู่ในช่วงศึกษาเกี่ยวกับการยิงโฆษณา ในบทความนี้ Common Ground จะมาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ Click Through Rate ตัวชี้วัดสำคัญของการยิงแอดแบบเจาะลึก เพื่อผลักดันให้การทำโฆษณาในแต่ละครั้ง ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด หากพร้อมแล้ว เราไปดูกันได้เลย
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
ทำความเข้าใจ Click Through Rate หรือ CTR คืออะไร ?
Click Through Rate หรือ CTR คือ อัตราการคลิกที่โฆษณา หรือลิงก์ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฏ จึงเปรียบเสมือนตัวชี้วัดความสำเร็จของการยิงโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ช่วยให้คุณเข้าใจถึงความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย ประเมินประสิทธิภาพของโฆษณา และปรับปรุงกลยุทธ์ในแคมเปญถัดไป
ทั้งนี้ ค่าของอัตราการคลิกที่ดีขึ้นอยู่กับแคมเปญโฆษณาที่ทำ รวมถึงคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ และจุดประสงค์ของโฆษณา ทำให้ค่าเฉลี่ย CTR ของอุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันออกไป
โดยสามารถคำนวณได้ด้วยสูตร “CTR = (Clicks ÷ Impressions) × 100”
ยกตัวอย่างเช่น แคมเปญลิปสติกรุ่นใหม่ของแบรนด์ ได้รับจำนวนการแสดงผล (Impression) 20,000 ครั้ง แต่มีจำนวนการคลิก 1,000 คน สามารถคำนวณ CTR ตามสูตรได้เป็น (1,000 ÷ 20,000) × 100 = 5% ดังนั้น แคมเปญโฆษณาในครั้งนี้ จึงได้รับค่า CTR ทั้งหมด 5%
ตัวเลข CTR ที่ดี ควรอยู่ที่เท่าไร ?
ค่า CTR ที่ดีจะขึ้นอยู่กับแต่ละแพลตฟอร์ม และประเภทโฆษณา แต่โดยรวมสามารถอ้างอิงได้ว่า
◦ Search Ads: ประมาณ 5 – 7%
◦ Social Ads: ประมาณ 1 – 3%
◦ Display Ads: ประมาณ 0.3 – 1%
◦ SEO: 3 – 5% และหากเกิน 10% ถือว่าทำได้ดีมาก
● ค่าเฉลี่ย CTR ในแต่ละอุตสาหกรรม
หากอ้างอิงจาก Benchmark ล่าสุดของ WordStream และ LocaliQ ในปี 2025 ค่า CTR เฉลี่ยของโฆษณา Search จะอยู่ที่ประมาณ 6 – 7% แต่เมื่อแยกตามอุตสาหกรรม ตัวเลขจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดย 5 อันดับธุรกิจที่มี CTR สูงที่สุดบน Search Network จะได้แก่
◦ Arts & Entertainment: 13.10%
◦ Sports & Recreation: 9.19%
◦ Shopping, Collectibles & Gifts: 8.92%
◦ Travel: 8.73%
◦ Real Estate: 8.43%
● ค่า CTR ที่ดีสำหรับโฆษณา Search vs Display
| ประเภทโฆษณา | ค่า CTA |
| Search Network (Search Ads) | ประมาณ 6.66 % จากทุกอุตสาหกรรม ปี 2025 |
| Display Network / Display Ads | ประมาณ 0.46% (CTR มักต่ำกว่า Search เป็นอย่างมาก) |
● ตัวแปรที่ทำให้ CTR สูง/ต่ำ
การเข้าใจตัวแปรที่ทำให้ค่า CTR สูงหรือต่ำ จะช่วยให้คุณสามารถปรับกลยุทธ์โฆษณาได้ตรงเป้ามากขึ้น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า CTR มีดังนี้
- ความเหมาะสมของโฆษณากับคีย์เวิร์ด: หากโฆษณา และข้อความตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังค้นหา โอกาสที่ผู้ชม ก็จะคลิกสูงขึ้นอย่างชัดเจน
- คุณภาพของโฆษณา: หากข้อความชัดเจน น่าสนใจ และดึงดูดความสนใจ ก็จะช่วยเพิ่ม CTR ได้ เพราะคนอยากคลิกเพื่อติดตามต่อ
- ตำแหน่งแสดงโฆษณา: การแสดงโฆษณาในตำแหน่งที่เห็นชัด เช่น หน้าแรกของผลการค้นหา หรือบริเวณที่โดดเด่นบนเว็บไซต์ จะทำให้ CTR สูงขึ้นได้
- กลุ่มเป้าหมาย: อุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง หรือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง จะส่งผลให้ CTR แตกต่างกัน แคมเปญที่ตั้งเป้าแม่นยำก็จะได้ CTR สูงกว่า
- ประสบการณ์หน้า Landing Page: แม้ CTR วัดที่จำนวนคลิก แต่ถ้า Landing Page ไม่ตรงกับความคาดหวัง หรือโหลดช้า ผู้ชมอาจไม่คลิกซ้ำ หรือประเมินคุณภาพโฆษณาต่ำ
- อัลกอริทึมแพลตฟอร์ม: การเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์ม อาจทำให้ CTR เฉลี่ยเปลี่ยนไป

อัตราการคลิก สำคัญต่อการยิงแอดในแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างไรบ้าง
ในการผลิตโฆษณาแต่ละชิ้น เจ้าของแบรนด์จำเป็นต้องใช้ต้นทุน ทั้งเงินและระยะเวลาในการทำงาน ดังนั้น Click Through Rate จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการทำโฆษณาแต่ละแคมเปญ ดังนี้
- ตรวจเช็กประสิทธิภาพของการทำโฆษณา
อย่างที่ทราบกันดีว่า Click Through Rate เป็นตัวชี้วัดที่บอกว่า โฆษณาแต่ละชิ้นมีคนคลิกมาก หรือน้อยแค่ไหน ซึ่งหากแคมเปญโฆษณาชิ้นไหนที่มีค่าเปอร์เซ็นต์ของอัตราการคลิกสูง แสดงว่าโฆษณาชิ้นนั้น มีคนให้ความสนใจมาก
ในขณะที่โฆษณาที่อัตราการคลิกมีเปอร์เซ็นต์น้อย ก็สื่อได้ว่าโฆษณาชิ้นนั้น ไม่มีความน่าสนใจ หรือไม่ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น นักการตลาดจะต้องวางกลยุทธ์ในการยิงโฆษณาแต่ละครั้งให้ดี และตามทันเทรนด์ใหม่ ๆ ของผู้บริโภคอยู่เสมอ
- ตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้จ่ายในการยิงแอด
เพราะการยิงโฆษณาแต่ละครั้งเจ้าของแบรนด์ และนักการตลาดจะต้องคำนวณต้นทุนการโฆษณา (Cost Per Click หรือ CPC) ให้ละเอียด ก่อนทำการยิงโฆษณา โดยโฆษณาที่มีอัตราการคลิกสูง จะมีต้นทุนการคลิกต่ำ เนื่องจาก อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เห็นว่าโฆษณาของคุณมีคุณภาพสูง และตอบโจทย์ผู้ใช้งานส่วนใหญ่
ดังนั้น หากโฆษณามีอัตราการคลิกต่ำ ควรเพิ่มงบประมาณในการยิงโฆษณา เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เห็นโฆษณา หรือเพิ่มอัตราการคลิกให้สูงขึ้นต่อไป ส่วนโฆษณาที่มีอัตราการคลิกต่ำ อาจต้องระงับการยิงโฆษณา และทำการปรับปรุงให้ดีก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของแบรนด์เสียเงินไปฟรี ๆ
- ใช้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย
อัตราการคลิกไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพของโฆษณา ในแต่ละแคมเปญเท่านั้น แต่ยังช่วยบ่งบอกได้ดีว่า คอนเทนต์ที่ผลิตออกมาสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ โดยหากอัตราการคลิกสูง แสดงว่าโฆษณาที่ยิงออกไป แสดงผลลัพธ์ในทางที่ดี
แต่หากอัตราการคลิกของโฆษณามีทิศทางที่ลดลงเรื่อย ๆ หรือจำนวนยอดการคลิกคงที่ นักการตลาดอาจต้องเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือปรับเนื้อหาโฆษณา ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น
- สำคัญต่อการเช็ก Ad Quality Score
Ad Quality Score เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่าคีย์เวิร์ดที่เลือกมานั้น ตอบโจทย์กับการยิงโฆษณามากน้อยแค่ไหน โดย Ad Quality Score มีความสัมพันธ์กับ CTR ตรงที่ เมื่ออัตราการคลิกสูง ค่า Ad Quality Score มักจะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้อันดับโฆษณาสูงขึ้น และโฆษณาแสดงบ่อยขึ้น รวมถึงต้นทุนในการยิงแอดครั้งต่อไปถูกลงตามไปด้วย
- ส่งผลดีต่อแบรนด์โดยตรง
เป้าหมายหลักในการยิงโฆษณาในแต่ละครั้ง คือ การเพิ่มยอดเข้าชมเว็บไซต์ และยอดขายสินค้า ซึ่งหากโฆษณาที่ยิงออกไปมีอัตราการคลิกสูงก็มีแนวโน้มว่ายอดขายสินค้า จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนคลิกที่สูงขึ้น แต่หากอัตราการคลิกต่ำ ก็จะช่วยให้เจ้าของแบรนด์ สามารถปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หากใครที่สนใจอยากทำโฆษณาให้มีอัตราการคลิกสูง แต่ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโฆษณามากนัก ขอให้นึกถึง Common Ground เอเจนซีเชี่ยวชาญในการรับยิงแอด และการตลาดออนไลน์ทุกรูปแบบ เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณ ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

เทคนิคเพิ่ม Click Through Rate สร้างความน่าสนใจให้กับโฆษณา
หากนักการตลาดคนไหนที่กำลังประสบปัญหา พยายามปรับปรุงโฆษณาแล้ว แต่อัตราการคลิกก็ยังไม่สูงขึ้น Common Ground จะมาแนะนำเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้อัตราการคลิกสูงขึ้น และทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยสามารถทำตามวิธีต่าง ๆ ได้ ดังนี้
- ทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น
กลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตราการคลิกให้กับโฆษณาของคุณ คือการศึกษา และทำความเข้าใจลูกค้า รวมถึงคนที่สนใจในสินค้า หรือบริการของแบรนด์ เพื่อให้นักการตลาดเข้าใจถึงสิ่งที่สนใจ และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังช่วยให้การปรับปรุงโฆษณา เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นอีกด้วย
- ดึงส่วนขยายโฆษณามาใช้
Ad Extensions หรือส่วนขยายโฆษณา เป็นฟีเจอร์ที่เข้ามาช่วยเพิ่มรายละเอียดของโฆษณา และแคมเปญนั้น ๆ ให้มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง เพราะ Ad Extensions ช่วยให้คุณสามารถเพิ่มข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแบรนด์ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ เบอร์ติดต่อ Contactโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ราคาของสินค้า รวมถึงรีวิวสินค้า เป็นต้น เมื่อโฆษณาที่ถูกยิงออกไป มีข้อมูลครบถ้วน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้อัตราการคลิกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ปรับ Copywriting
ในบางกรณีสาเหตุที่ทำให้อัตราการคลิกลดลง มาจากการเขียนแคปชันที่ไม่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น การเขียน Copywriting ให้เข้ากับกลุ่มลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และเทรนด์ในขณะนั้น รวมถึงดึงจุดเด่นของสินค้าแต่ละชิ้น ขึ้นมาเป็นประโยคแรก อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจในตัวโฆษณาของคุณมากขึ้น
- ทำ A/B Test
A/B Test หรือ Split Test คือการสร้างแบนเนอร์โฆษณา 2 ชิ้นขึ้นไป มาเปรียบเทียบผลลัพธ์ (ค่า Conversion Rate) เพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมายสนใจโฆษณาชิ้นไหนมากกว่า หรือแบนเนอร์ชิ้นไหนได้การตอบรับที่ดีกว่า ตัวอย่างเช่น แบบ A จะมีพื้นหลังสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำแบรนด์ กับแบบ B ที่ใช้พื้นหลังสีครีม เข้ากับเทรนด์ในปัจจุบันมากกว่า
เมื่อทำการทดสอบ A/B Testing เรียบร้อยแล้ว เจ้าของแบรนด์ก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่า พื้นหลังสีไหนส่งเสริมให้ผู้ใช้งานใช้เวลาบนเว็บไซต์ได้นานกว่า รวมถึงมีแนวโน้มปิดการขายได้มากกว่ากัน
- ศึกษาคีย์เวิร์ด
คีย์เวิร์ด เป็นอีกหนึ่งในจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการแสดงผลของการยิงแอดบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องอาศัยการค้นหาจาก Keyword เป็นหลัก ซึ่งหากเลือก Keyword ที่ดี ก็จะทำให้เกิดอัตราการคลิกสูง ทำให้กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ มีโอกาสเจอโฆษณาของคุณก่อนคู่แข่ง และช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
Q&A ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CTR และวิธีแก้
Q: CTR สูงแต่ Conversion ต่ำ เกิดจากอะไร ?
A: แปลว่ามีคนคลิกเข้ามาดูเยอะ แต่ไม่เกิดการซื้อ หรือสมัคร สาเหตุอาจเป็นเพราะหน้า Landing Page ไม่ตรงความคาดหวัง หรือโฆษณาดึงดูดผิดกลุ่มเป้าหมาย
วิธีแก้ มีดังนี้
- ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างโฆษณา และหน้า Landing Page
- ปรับ CTA ให้ชัดเจน และน่าสนใจ
- ทำ A/B Testing หน้า Landing Page เพื่อหาวิธีที่จะได้ Conversion ดีที่สุด
Q: CTR ต่ำเพราะ Target ผิด ทำไม ?
A: ถ้าโฆษณาแสดงกับกลุ่มที่ไม่สนใจสินค้า หรือบริการ CTR ก็จะต่ำเป็นเรื่องปกติ
วิธีแก้ เช่น
- ปรับกลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำขึ้น เช่น ใช้คีย์เวิร์ดตรงกลุ่ม หรือเลือก Audience เฉพาะ
- ใช้ Remarketing กับคนที่เคยสนใจ หรือเข้าชมเว็บไซต์แล้ว
- ลองเจาะ Segment ใหม่ เช่น อายุ เพศ หรือความสนใจ เป็นต้น
Q: CTR ต่ำเพราะ Copy ไม่น่าสนใจ แก้ยังไง ?
A: ข้อความโฆษณาที่ไม่ดึงดูด จะทำให้คนไม่อยากคลิก
วิธีแก้ มีดังนี้
- เขียน Headline และ Description ให้ชัดเจน เจาะจง และสามารถดึงความสนใจได้
- ใส่ Benefit หรือข้อเสนอเด่นให้เห็นชัด
- ใช้รูปภาพ หรือ Rich Media เพิ่มความน่าสนใจใน Display Ads
เป็นอย่างไรบ้างกับ รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Click Through Rate ที่เราได้เตรียมมาให้ในวันนี้ โดยจะเห็นได้ว่าอัตราการคลิก เป็นตัวชี้วัดสำคัญมากในการทำการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจทุกประเภท เพราะอัตราการคลิกช่วยให้คุณสามารถนำข้อมูลที่ได้ มาปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับใครที่อยากเพิ่มอัตราการคลิกให้กับเว็บไซต์ แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหน Common Ground เอเจนซีมากประสบการณ์ ด้านการรับยิงแอดในทุกแพลตฟอร์ม พร้อมเข้ามาเป็นตัวช่วยให้กับแบรนด์ของคุณ หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่
Tel: 081-426-6695
Email: Enjoy@iamcommonground.com
Facebook Page: Common Ground
TikTok: @commonground_agency
Instagram: @commonground_agency
CTR คืออะไร ?
CTR (Click-Through Rate) คือ ตัวเลขที่บอกว่า คนที่เห็นโฆษณา หรือคอนเทนต์ของเรา มีสัดส่วนเท่าไรที่กดคลิกต่อ คิดแบบง่าย ๆ คือ คนเห็นกี่ครั้ง กดคลิกกี่ครั้ง แล้วนำมาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
ค่า CTR ที่ดีควรอยู่ที่เท่าไร ?
ค่า CTR ที่ดีไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม ประเภทโฆษณา และอุตสาหกรรม แต่สามารถอ้างอิงเกณฑ์ทั่วไปได้ ดังนี้
– Google Search Ads: โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 – 7%
– Social Media Ads (Facebook / Instagram / TikTok): โดยทั่วไปอยู่ที่ 1 – 3%
– Display Ads: ค่าเฉลี่ยมักอยู่ที่ 0.3 – 1%
– SEO: ค่า CTR ที่ดีมักอยู่ที่ 3 – 5% และหากเกิน 10% ถือว่าทำได้ดีมาก
การคำนวณ CTR ทำอย่างไร ?
การคำนวณ CTR มีสูตรคำนวณ คือ CTR = (จำนวนคลิก / จำนวนการแสดงผล) x 100 โดยค่า CTR ที่สูงแสดงว่า โฆษณา หรือเนื้อหามีความน่าสนใจ และตรงกลุ่มเป้าหมาย
CTR กับ SEO / Ad แตกต่างอย่างไร ?
CTR กับ SEO เกิดจากผลการค้นหาที่ผู้ใช้ “ตั้งใจเสิร์ช” จึงมักมีอัตราคลิกที่สูงกว่า CTR กับ Ads แต่จะควบคุมได้น้อยกว่า เพราะขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมเป็นหลัก
CTR กับ Ads จะเกิดจากโฆษณาที่เรานำเสนอให้กลุ่มเป้าหมาย เช่น ข้อความ ภาพ และการยิงโฆษณา แต่ CTR มักต่ำกว่า SEO เพราะผู้ใช้ไม่ได้เสิร์ชหาสิ่งนั้นโดยตรง