MarTech คืออะไร ? ทำไมธุรกิจต้องใช้ Marketing Technology

เคยไหม ?
- ลงโฆษณาไปเยอะ แต่ไม่รู้ว่าคนคลิกมาจากไหน
- ทำคอนเทนต์ทุกวัน แต่ไม่แน่ใจว่าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงหรือเปล่า
- มีลูกค้าใหม่เข้ามา แต่กลับรักษาไว้ไม่ได้
ในยุคที่ “ข้อมูล” คืออาวุธที่มีค่าที่สุดในการแข่งขัน การทำการตลาดแบบเดาสุ่ม หรือใช้แค่ประสบการณ์อย่างเดียวอาจไม่พอ นี่จึงเป็นเหตุผลที่มาร์เทคเป็นอาวุธลับของธุรกิจ ที่อยากเติบโตแบบมีหลักการ ไม่ว่าจะเป็น SME หรือองค์กรใหญ่ โดยหลายธุรกิจในไทย ก็ได้นำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า วางกลยุทธ์แบบเฉพาะเจาะจง และสร้างยอดขายอย่างยั่งยืนกันแล้ว
ในบทความนี้ Common Ground จะพาคุณไปเจาะลึกว่า MarTech กลุ่มไหนบ้างที่นิยมในไทย พร้อมตัวอย่าง เครื่องมือ และเทคนิคที่ช่วยให้แบรนด์เติบโตแบบ Data-Driven ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกัน
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

รู้จัก MarTech คืออะไร ทำไมถึงจำเป็นต่อธุรกิจไทย ?
MarTech คือ การผสานระหว่างกลยุทธ์การตลาด เทคโนโลยี และข้อมูลลูกค้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ธุรกิจทำการตลาดได้อย่างแม่นยำ และวัดผลได้จริง ไม่ใช่แค่ทำให้รู้สึกว่าเวิร์ก แต่ต้องทำให้เห็นว่ามีผลลัพธ์อย่างไร
โดยธุรกิจที่ใช้ “มาร์เทค” จะสามารถ…
- รวบรวม และเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากหลายแหล่ง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ เพื่อเข้าใจพฤติกรรม ความสนใจ และ Pain Point ของลูกค้าอย่างแบบรอบด้าน
- ออกแบบแคมเปญการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) ที่ตอบโจทย์แต่ละกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าเดิม
- ปรับปรุง Customer Experience อย่างต่อเนื่อง ด้วยเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์การใช้งานเว็บไซต์ อีเมล โซเชียลมีเดีย และช่องทางต่าง ๆ
และนี่คือการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Marketing) เพราะข้อมูลคืออำนาจ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะมีขนาดเล็ก หรือใหญ่ หากยังใช้วิธีการตลาดแบบเดิม ๆ ก็อาจตามหลังคู่แข่งที่ “รู้จักลูกค้าดีกว่า” ได้ในไม่ช้า
MarTech กับ Marketing Technology ต่างกันไหม
หลายคนอาจสงสัยว่า MarTech และ Marketing Technology ต่างกันหรือไม่ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้คือสิ่งเดียวกัน และสามารถใช้แทนกันได้ โดยในปัจจุบันมี MarTech มากมายหลายระบบให้เลือกใช้งาน เช่น Social Media Monitoring, E-mail Automation, Ad Fraud Detection และ CRM เป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจของคุณ ต้องการใช้เทคโนโลยีไหนบ้าง เพื่อเพิ่ม Customer Lifetime Value (CLV)
มาเปลี่ยนการตลาดแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็น Data-Driven Marketing กับ Common Ground Agency ที่ปรึกษาการตลาด เราพร้อมช่วยคุณพลิกเกมการตลาด จากการยิงโฆษณากว้าง ๆ แบบเดิม สู่การสื่อสารแบบ Personalization ที่ตรงใจลูกค้าแต่ละราย ด้วยพลังของมาร์เทค และ Data ที่ใช้งานได้จริง
แนะนำ 18 เครื่องมือ MarTech ที่มาแรงในไทยปี 2025 มีอะไรบ้าง ?
จากผลสำรวจข้อมูลของ Thailand’s MarTech Report 2025 ได้มีการสรุปเครื่องมือ MarTech ที่มาแรงในไทยปี 2025 ตามหมวดหมู่ยอดนิยมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. Advertising & Promotion
เครื่องมือสำหรับการโปรโมต และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
- Meta Ads Manager: โฆษณาบน Facebook และ Instagram
- Google Ads: โฆษณาบน Search และ Display ที่เจาะตรงความต้องการ
- LINE Ads: เข้าถึงผู้ใช้งาน LINE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักของคนไทย
2. Social & Relationships
เครื่องมือโซเชียล ช่วยสร้างการสื่อสาร และจัดการความสัมพันธ์กับผู้บริโภค ได้แก่
- Zoom: การประชุม และกิจกรรมออนไลน์
- ZipEvent: แพลตฟอร์มจัดงาน และลงทะเบียนอีเวนต์
- Hootsuite: จัดการโซเชียลมีเดียได้หลากหลายช่องทาง
3. Data
เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ และทำความเข้าใจข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางกลยุทธ์
- Google Analytics: วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานบนเว็บไซต์
- Google Search Console: เครื่องมือวิเคราะห์การค้นหาบน Google
- Looker Studio: แดชบอร์ดข้อมูลที่สรุปผลให้อ่านง่าย
4. Content & Experience
เครื่องมือช่วยสร้างสรรค์คอนเทนต์ และมอบประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้งาน
- ChatGPT: AI ผู้ช่วยด้านการเขียนและสร้างไอเดีย
- Google Forms: เครื่องมือเก็บข้อมูลและแบบสอบถาม
- Canva: ออกแบบกราฟิกและสื่อการตลาดได้ง่าย
5. Commerce & Sales
ช่องทางการขายที่เข้ากับพฤติกรรมการใช้งานโซเชียล ซึ่งจะได้แก่
- Shopee Affiliate: ระบบตัวแทนขายผ่าน Shopee
- TikTok Shop: อีคอมเมิร์ซมาแรงที่รวมความบันเทิงกับการซื้อขาย
- LINE SHOPPING: ช่องทางขายที่เชื่อมต่อกับ LINE
6. Collaboration & Management
เครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรทำงานอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ
- LINE: เครื่องมือสื่อสารหลักในไทย
- Google Workspace: ชุดเครื่องมือออนไลน์สำหรับทำงานร่วมกัน
- Microsoft 365: ระบบจัดการงานเอกสาร และการทำงานในองค์กร
4 ประโยชน์ และผลลัพธ์ของการใช้ MarTech ที่นักการตลาดต้องรู้
เมื่อการตลาดได้เปลี่ยนผ่านจากยุคออฟไลน์ เข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และ AI ทำให้ในปัจจุบัน MarTech เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการสร้างความได้เปรียบของการดำเนินธุรกิจอย่างมาก เพื่อเข้าถึง และวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ รวมถึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด ให้เท่าทันต่อกระแสที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยประโยชน์ของการใช้ Marketing Technology มีดังนี้
- เพิ่มความแม่นยำในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
การใช้ Marketing Technology จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำความเข้าใจลูกค้า พฤติกรรม ความสนใจ และความต้องการของลูกค้า ทั้งยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า และคู่แข่งของแบรนด์ เพื่อให้แบรนด์นำเสนอสิ่งที่ตรงใจ และสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้า และบริการที่ดีที่สุด โดยแบรนด์สามารถนำข้อมูลที่ได้ มาปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที
- ปรับปรุง Customer Journey และ Personalization
ตลอดทุกเส้นทางของ Customer Journey เริ่มตั้งแต่การรับรู้แบรนด์ การตัดสินใจซื้อ การใช้งานสินค้า หรือบริการ ไปจนถึงการบอกต่อผู้อื่น ทำให้เทคโนโลยีที่ใช้งานการตลาด หรือ MarTech เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก กับการวางแผนการตลอด และปรับปรุง Customer Journey
เพื่อให้ธุรกิจเก็บข้อมูลลูกค้าจากหลายแพลตฟอร์ม และวิเคราะห์หา Insights ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงมอบประสบการณ์แบบ Personalized ที่ต่อเนื่อง และตรงใจลูกค้า
- ลดต้นทุนในการทำการตลาด
การใช้ Marketing Technology ช่วยลดต้นทุนในการทำการตลาดได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก MarTech ช่วยให้ Workflow ในแต่ละองค์กรมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และลดความผิดพลาดจากการทำงานแบบ Manual ทำให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร
- กระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจได้เร็วขึ้น
อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า การนำข้อมูลจากระบบ MarTech มาพัฒนาสินค้า และบริการของแบรนด์ ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้สึกลังเล หรือเปรียบเทียบความคุ้มค่ากับแบรนด์คู่แข่งก่อน ส่งผลให้แบรนด์สามารถช่วงชิงความได้เปรียบ และสร้างการเจริญเติบโตทางธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดด
จับตา ! 4 แนวโน้มที่น่าสนใจของ MarTech ประจำปี 2025
สำหรับกลยุทธ์การตลาดในปี 2025 จะเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูง เข้ากับความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ ตัดสินใจซื้อสินค้า และเกิดการบอกต่อในที่สุด พร้อมกับปรับตัวให้ทันตามยุค AI ซึ่ง Common Ground ก็ได้รวบรวม 4 แนวโน้มที่น่าสนใจของ Marketing Technology มาไว้ให้แล้ว ดังนี้
- การเติบโตของ AI และ ML integration
AI ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยให้การทำ MarTech ประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะ AI สามารถทำการตลาดได้ในระดับจำนวนมหาศาล (Personalization at Scale) ดังนั้น หากมีการพัฒนา AI และ ML integration ให้ฉลาด และมีประโยชน์ต่อธุรกิจมากขึ้น ก็จะยิ่งช่วยให้การวิเคราะห์ความชอบของลูกค้า ผ่านเครื่องมือ AI มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- CDP และCustomer 360
Customer Data Platform หรือ CDP คือ ระบบรวบรวมข้อมูล ที่สามารถระบุตัวตนของลูกค้า จากหลากหลายช่องทางให้รวมกัน เพื่อดูข้อมูลทั้งหมดได้แบบเรียลไทม์ ทำให้นักการตลาดสามารถเข้าใจถึงมุมมองของธุรกิจ และลูกค้าได้ครอบคลุมแบบ 360 องศา โดย Customer Data ที่จะนำมาวิเคราะห์มีอยู่ 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
- ข้อมูลพื้นฐาน (Basic Data): เช่น ผู้ติดต่อ ที่อยู่อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ตำแหน่งงาน และองค์กรที่เชื่อมโยงเป็นตัวอย่างของข้อมูลพื้นฐานลูกค้า เพศ รายได้ หรือข้อมูลบริษัท
- ข้อมูลการโต้ตอบ: เกิดจากการมีส่วนร่วม และการโต้ตอบกับลูกค้า รวมถึงจุดติดต่อต่าง ๆ ที่ลูกค้ามีกับแบรนด์
- ข้อมูลพฤติกรรม: เช่น การลงทะเบียนทดลองใช้งานฟรี การเข้าสู่ระบบบัญชีผู้ใช้ ลักษณะการใช้งาน และการปรับลดการเข้าถึงต่าง ๆ เป็นต้น
- ข้อมูลทัศนคติ: ช่วยให้แบรนด์เข้าใจว่า ลูกค้าคิดอย่างไรกับแบรนด์ เช่น ความคิดเห็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ และแบบสำรวจความพึงพอใจ
- Automation และ Predictive
ในปัจจุบันธุรกิจเริ่มมองหากลยุทธ์ใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการทำตลาด เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปทุกวัน ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จมากขึ้น คือ Marketing Automation ซึ่งจะเป็นการทำการตลาด โดยการนำโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์มาอำนวยความสะดวก เช่น การส่งอีเมลไปยังกลุ่มลูกค้า หากลูกค้าสนใจ และตอบกลับมา ระบบก็จะช่วยส่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อทำการปิดยอดขายในทันที
- Data Governance
ในยุคที่ Marketing Technology เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจ การเข้าถึง และใช้ข้อมูลของลูกค้า เป็นสิ่งที่นักการตลาดสามารถสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัว เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า แต่ในขณะเดียวกันหากละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกค้ามากเกินไป อาจทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายได้
ดังนั้น Data Governance จึงเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในโครงสร้าง MarTech และกระบวนการทำงานทั้งหมด เช่น ปุ่มยอมรับคุกกี้ และรายละเอียด Preference Center ที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่า จะยินยอมให้ใช้ข้อมูลในกิจกรรมใดบ้าง เป็นต้น

เจาะลึก 6 กลุ่ม MarTech ที่ธุรกิจไทยนิยมใช้ (พร้อมตัวอย่าง)
พฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบัน มีความซับซ้อนขึ้นมากขึ้น การเลือก MarTech ให้เหมาะกับการใช้งาน จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าแบบลงลึก และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่แม่นยำ
ทั้งนี้ เราได้คัดเลือกเฉพาะเครื่องมือที่ได้รับความนิยม และถูกใช้งานจริงในภาคธุรกิจไทย เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพการประยุกต์ใช้ที่จับต้องได้มากขึ้น และสามารถนำไปต่อยอดได้จริง มาดูกันว่า 6 กลุ่มเครื่องมือนี้ มีอะไรบ้าง
- Customer Data Platform (CDP)
CDP คือศูนย์กลางในการรวบรวม และจัดเก็บข้อมูลลูกค้าจากหลากหลายแหล่ง เช่น เว็บไซต์, App, อีเมล, POS, หรือจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แล้วรวมไว้เป็นโปรไฟล์เดียว เพื่อให้ทีมการตลาด และทีมขายนำไปใช้ต่อได้
✧ สรุปประโยชน์: เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าแบบเจาะลึก ทำ Segmentation และ Personalization ได้ง่าย
✧ ตัวอย่าง Tool: Treasure Data (ได้รับรางวัล Best CDP Solution จากงาน Thailand’s MarTech Awards 2025)
✧ ตัวอย่างการใช้งานในไทย: แบรนด์ค้าปลีกอย่าง Central Retail ใช้ CDP เพื่อรวบรวมข้อมูลสมาชิก The1 จากทุกช่องทาง แล้วนำไปใช้ทำแคมเปญเฉพาะบุคคล เช่น โปรโมชันวันเกิด และสินค้าแนะนำตามความสนใจ
- Marketing Automation
คือเครื่องมือที่ช่วยตั้งค่าแคมเปญให้ทำงานอัตโนมัติ ตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การส่งอีเมลเมื่อมีการสมัครสมาชิก หรือการยิงโฆษณาหลังจากลูกค้าลงตะกร้าแต่ไม่จ่ายเงิน เป็นต้น
✧ สรุปประโยชน์: ประหยัดเวลาทำงานซ้ำ ๆ ได้อย่างแม่นยำ และตอบสนองลูกค้าได้ทันที
✧ ตัวอย่าง Tool: HubSpot, ActiveCampaign, และ Klaviyo
ตัวอย่างการใช้งานในไทย: ธุรกิจแฟชั่นออนไลน์ Pomelo มีการใช้ Marketing Automation ส่งคูปองต้อนรับสมาชิกใหม่ แจ้งเตือนสินค้าคงเหลือใกล้หมด หรือติดตามลูกค้าที่ไม่ได้ซื้อภายใน 3 วัน
- CRM (Customer Relationship Management)
CRM คือระบบที่ใช้บริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า ตั้งแต่การเก็บข้อมูล ประวัติการติดต่อ การขาย การบริการหลังการขาย ไปจนถึงการสร้าง Loyalty Program
✧ สรุปประโยชน์: รักษาฐานลูกค้าเดิม เพิ่มยอดขายจากลูกค้าเก่า และติดตามงานขายได้แม่นยำ
✧ ตัวอย่าง Tool: Salesforce, Zoho CRM, Microsoft Dynamics 365
✧ ตัวอย่างการใช้งานในไทย: โรงพยาบาลเอกชนในไทย มีการใช้ CRM เพื่อติดตามคนไข้เดิม แนะนำการตรวจสุขภาพตามช่วงวัย พร้อมให้คำปรึกษาเฉพาะรายผ่านทีม call center
- Web & Customer Analytics
เครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานบนเว็บไซต์และแอป ว่าลูกค้าเข้ามาจากไหน อยู่หน้าไหนนานเท่าไร กดปุ่มอะไรบ้าง รวมถึงดู funnel การซื้อทั้งหมด
✧ สรุปประโยชน์: เข้าใจเส้นทางลูกค้า (Customer Journey), ปรับ UX/UI ให้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสปิดการขาย
✧ ตัวอย่าง Tool: Google Analytics 4 (GA4), Hotjar, Mixpanel
✧ ตัวอย่างการใช้งานในไทย: แพลตฟอร์มอสังหาฯ อย่าง LivingInsider ใช้ GA4 เพื่อวิเคราะห์หน้าที่มีคนดูเยอะ ปรับตำแหน่งปุ่ม “ติดต่อเจ้าของห้อง” ให้เด่นขึ้น ส่งผลให้ Conversion Rate เพิ่มขึ้น
- Social Media & Content Marketing Tools
กลุ่มเครื่องมือที่ใช้บริหาร จัดคิว วิเคราะห์ และวัดผลบนโซเชียลมีเดียและคอนเทนต์ต่าง ๆ รวมถึงการสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ และดู performance แบบ real-time
✧ สรุปประโยชน์: วางแผนโพสต์ล่วงหน้า, วัดผลคอนเทนต์ได้, ทำ A/B Test บนโซเชียลได้ง่าย
✧ ตัวอย่าง Tool: Hootsuite, Buffer, Canva (AI Content Planner)
✧ ตัวอย่างการใช้งานในไทย: เพจคอนเทนต์ด้านสุขภาพ Morlab Panda ใช้ Hootsuite จัดคิวโพสต์ให้ตรงช่วงเวลาคนออนไลน์สูงสุด พร้อมดึงผลสถิติมาวัดการมีส่วนร่วมต่อเนื้อหา (engagement rate)
- Conversion Optimization Tools
กลุ่มเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ ปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพ Conversion ของเว็บไซต์ หรือแอป เช่น การกรอกฟอร์ม การคลิกปุ่มซื้อ หรือการสมัครสมาชิก
✧ สรุปประโยชน์: วัดผลความสำเร็จในแต่ละจุด (Micro-Conversion) และทดสอบ UX/UI ได้ทันที
✧ ตัวอย่าง Tool: Google Optimize, Optimizely, และ VWO (Visual Website Optimizer)
✧ ตัวอย่างการใช้งานในไทย: เว็บไซต์โรงเรียนสอนภาษา Wall Street English Thailand ทดสอบการเปลี่ยนคำ CTA จาก “สมัครเรียน” เป็น “เริ่มเรียนฟรีทันที” แล้ว Conversion Rate เพิ่มขึ้นกว่า 30%
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของการเลือกใช้ MarTech คือการเข้าใจว่าแต่ละเครื่องมือทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร และจะเชื่อมต่อกันอย่างไรให้ครบวงจร เพราะมาร์เทคที่ดีไม่ใช่แค่เลือกเครื่องมือเก่ง แต่ต้องใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และกลยุทธ์ของธุรกิจ
การนำ MarTech มาใช้ในประเทศไทย กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่สามารถปรับตัว และใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านความเข้าใจลูกค้า การวัดผล หรือการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง
หากคุณกำลังหาวิธีทำ Data-Driven Marketing ด้วยมาร์เทค Common Ground Agency ที่ปรึกษาการตลาด พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ของคุณในการออกแบบ และวางระบบให้เหมาะกับธุรกิจแต่ละประเภท พร้อมดูแลทุกขั้นตอน ด้วยประสบการณ์จากการร่วมงานกับหลากหลายอุตสาหกรรมในไทย สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Tel: 081-426-6695
Email: Enjoy@iamcommonground.com
Facebook Page: Common Ground
TikTok: @commonground_agency
Instagram: @commonground_agency
MarTech คืออะไร?
MarTech คือ การผสานระหว่างกลยุทธ์การตลาด เทคโนโลยี และข้อมูลลูกค้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ธุรกิจทำการตลาดได้อย่างแม่นยำ และวัดผลได้จริง เช่น attracting, engaging, converting และการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
MarTech กับ AdTech ต่างกันหรือไม่?
MarTech และ AdTech มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดย AdTech (Advertising Technology) เป็นแคมเปญโฆษณา ข้อมูล และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานทั้งหมด เพื่อให้นักการตลาดวัดผล และจัดการแคมเปญโฆษณาผ่านเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันจำนวนมาก
ในขณะที่ MarTech เป็นเทคโนโลยีการตลาด ที่ธุรกิจใช้ในการวางแผน ดำเนินการ และวัดผลแคมเปญการตลอด เพื่อให้ปลูกฝัง และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ตลอดการเดินทางของผู้ซื้อ
หากต้องการลงทุนกับ MarTech ควรเริ่มอย่างไร?
การทำ MarTech ต้องมีการลงทุนไปก่อน เช่น การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการลงทุนเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า ทั้งนี้ ควรใช้งบประมาณ 10-20% ในการลงทุนเครื่องมือทางการตลาด หรือลงทุนน้อยกว่านั้นในช่วงแรก เพื่อสังเกตผลลัพธ์จากการทดลอง ก่อนที่จะลงทุนระบบเต็มรูปแบบ
MarTech Stack ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
MarTech Stack เป็นคำที่ใช้เรียกชุดเครื่องมือ และแพลตฟอร์มด้านการตลาดมาใช้งานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจประหยัดเวลา ต้นทุน และเพิ่มค่าตอบแทน จากการลงทุนในการทำการตลาด โดย MarTech Stack ประกอบไปด้วย
– เครื่องมือโฆษณา: เช่น Google Ads และ Facebook Ads โดยระบบจะทำการรวบรวมข้อมูลการมีส่วนร่วม ได้แก่ จำนวนคนที่เห็นโฆษณา จำนวนคนคลิกโฆษณา และข้อมูลของผู้เข้าชมเว็บไซต์เบื้องต้น
– เว็บไซต์ E-Commerce: เมื่อลูกค้าคลิกโฆษณา ลูกค้าจะถูกนำไปยังเว็บไซต์ E-Commerce ต่าง ๆ โดยระบบจะทำการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้แบรนด์เข้าใจความต้องการ และความสนใจของลูกค้าอย่างละเอียด
– Customer Data Platform (CDP): ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากโฆษณา และเว็บไซต์ เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้า และอัปเดตข้อมูลต่าง ๆ อย่างเรียลไทม์ ทำให้แบรนด์มีข้อมูลที่แม่นยำ
– Marketing Automation: เป็นระบบการส่งข้อความ ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคน เช่น การเสนอส่วนลดพิเศษ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าโดยตรง
– Loyalty Program: หรือระบบสมาชิก ที่สามารถมอบคะแนนให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้านำไปแลกคะแนนรับของรางวัล และสิทธิพิเศษมากมาย ทำให้ลูกค้า Active กับแบรนด์ ทั้งยังช่วยให้แบรนด์สามารถนำข้อมูลไปเชื่อมต่อกับส่วนอื่นใน MarTech Stack