BlogMarketingสรุปเทรนด์ Influencer 2026 พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับแบรนด์

สรุปเทรนด์ Influencer 2026 พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับแบรนด์

influencer

ปี 2026 จะไม่ใช่แค่การแข่งขันว่า “ใครทำคอนเทนต์เก่งกว่า” แต่เป็นการแข่งขันว่า “ใครเข้าใจผู้บริโภคมากกว่า” และ “เลือกพาร์ตเนอร์ได้ถูกคน ถูกจังหวะมากกว่า” ในวันนี้ อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่สื่อ แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของ Ecosystem แบรนด์ ที่ส่งผลทั้งต่อภาพลักษณ์ ยอดขาย และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค 

ในบทความนี้ Common Ground จึงขอมาสรุปเทรนด์สำคัญของการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ที่นักการตลาดต้องรู้ พร้อมบอกเคล็ดลับการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ ให้เหมาะกับแบรนด์ B2B และ B2C ในปี 2026 ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย

influencer

ในปี 2569 หรือ 2026 นี้ จะเป็นปีที่การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ โตแบบเปลี่ยนโครงสร้าง จากเดิมที่แบรนด์ใช้อินฟลูเอนเซอร์ เป็นช่องทางกระจายสาร วันนี้บทบาทกำลังขยับสู่การเป็น “พาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์” ที่มีผลต่อทั้งภาพลักษณ์, การตัดสินใจซื้อ, การทำ Creative Marketing และการเติบโตระยะยาวของแบรนด์ 

โดยต่อไปนี้คือ สรุปเทรนด์ Influencer Marketing ปี 2026 

1. ผู้บริโภคแยกขั้วกันชัดขึ้น แบรนด์ต้องเลือกข้างให้ชัด

ความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค มาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง “รูปแบบการใช้ชีวิต” กับ “กำลังการใช้จ่าย” ที่กว้างขึ้น ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นทั้งในระดับโลก และในประเทศไทย

และเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจดังกล่าว ทำให้ Middle Market เริ่มหดตัว ผู้บริโภคจึงแบ่งเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่

  • กลุ่ม Trade Up (High Income): ขยับขึ้นไปใช้สินค้าพรีเมียม ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ คุณค่า และไลฟ์สไตล์
  • กลุ่ม Trade Down (Low Income): ขยับลงมาใช้สินค้าที่เน้นความคุ้มค่า ราคาเข้าถึงง่าย และผ่อนจ่ายได้

ซึ่งพฤติกรรมของสองกลุ่มนี้ มีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ จึงต้องตอบคำถามไห้ได้ก่อนว่า แบรนด์อยู่ฝั่งไหน เช่น 

  • ถ้าเป็นสินค้าพรีเมียม: ให้เลือกอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีภาพลักษณ์ชัด มี Taste, มี Story และสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้
  • ถ้าเป็นตลาดแมส หรือเน้นสินค้าคุ้มค่า: ให้เลือกอินฟลูเอนเซอร์ ที่เข้าถึงง่าย เป็นกันเอง และเข้าใจ Pain Point เรื่องราคา

2. มี Category ใหม่ที่น่าจับตามองgrเพิ่มเข้ามา

หลาย Category ยังคงเป็นขุมพลังของการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ แต่ในปี 2026 ยังมี Category ที่กำลังโต และที่น่าจับตามองเพิ่มเข้ามา ได้แก่

  • Family & Senior: กลุ่มพ่อแม่ และผู้สูงวัยมีกำลังซื้อสูง และเชื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่เหมือนเพื่อน
  • Athlete: นักกีฬาเป็น Role Model ด้านสุขภาพ และไลฟ์สไตล์
  • Comedian: ความสนุกช่วยทำให้แบรนด์ติดหู และเข้าถึงง่าย

3. Micro & Nano Influencers ยังมาแรงเพราะ Engagement สูง

Macro อินฟลูเอนเซอร์ยังมีประโยชน์ในแง่การรับรู้ (Awareness) แต่ Micro (10K-100K Followers) และ Nano (1K-10K) ก็กำลังถูกให้ความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 อย่าง ดังนี้

  • ความสัมพันธ์ใกล้ชิด เพราะพวกเขาเหมือนเพื่อนแนะนำ มากกว่าอินฟลูเอนเซอร์
  • Niche Audience เข้าถึงได้ตรงกว่า เช่น คนรักกาแฟ บอร์ดเกม หรือคนปลูกต้นไม้
  • ความคุ้มค่า ที่จ่ายน้อยกว่า แต่เก็บผลลัพธ์ได้หลายจุดใน Funnel

4. CEO Influencer และ Influencer สร้างแบรนด์ในตัวเอง

แนวโน้มหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การที่ CEO เองกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และในทางกลับกัน อินฟลูเอนเซอร์ก็กลายมาเป็น CEO หรือเจ้าของแบรนด์ของตัวเองด้วย ซึ่งการที่ CEO พูดเรื่องธุรกิจผ่านช่องของตัวเองนี้ จะช่วยให้สร้าง Trust & Authority, ประหยัดงบโฆษณา และสร้าง Personal Branding ที่แข็งแรง ทำให้แบรนด์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง อาจต้องลองพิจารณาทำ Personal Branding ผ่าน CEO หรือผู้บริหารดู

5. B2B Influencer Marketing จะโตขึ้น

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า อินฟลูเอนเซอร์ B2B คือ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น 

  • นักวิเคราะห์ธุรกิจ ที่ปรึกษาองค์กร
  • ผู้บริหารระดับสูง
  • นักวิชาการด้านเทคโนโลยีหรือเศรษฐศาสตร์ 
  • ผู้ใช้งานจริงที่มีประสบการณ์ลึก

หลายคนมองว่า การใช้กลยุทธ์ทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ จะเหมาะกับ B2C มากกว่า แต่ในปีนี้ B2B ก็จะเติบโตอย่างชัดเจน โดยตลาด B2B กำลังหันมาใช้การทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น เพราะผู้ซื้อจากองค์กรมักทำ Research และพึ่งพาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจซื้อ แบรนด์ที่จับมือกับ Industry Expert, Analyst, หรือ CEO ที่มีอิทธิพล จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ และ Lead คุณภาพสูงได้มากกว่า

6. User-Centric Content จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ

เพื่อสู้กับโฆษณาที่ถูกมองข้าม (Ad Blindness) ในปีนี้แบรนด์ควรผสมคอนเทนต์ 3 รูปแบบ ดังต่อไปนี้

  • IGC (Influencer-Generated Content): คอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ ที่สร้างขึ้นตามสไตล์ของเขา ทำให้มีความเป็นธรรมชาติ
  • UGC (User-Generated Content): คอนเทนต์จากผู้ใช้งานจริง เพิ่มความจริงใจ
  • EGC (Employee-Generated Content): คอนเทนต์จากพนักงานของแบรนด์ ช่วยเสริมภาพลักษณ์องค์กร ให้ดูเข้าถึงง่าย และน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม หากคุณอยากเริ่มต้นทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ หรือ Creative Marketing อย่างจริงจัง Common Ground เอเจนซี่ พร้อมให้คำปรึกษา ตั้งแต่การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะกับแคมเปญ ไปจนถึงการสร้างคอนเทนต์ที่น่าดึงดูด และวัดผลได้จริง เพื่อให้ทุกแคมเปญของคุณมีประสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้

influencer

เคล็ดลับเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้เหมาะกับแบรนด์ B2B และ B2C ในปี 2026

หลังจากที่เราพาทำความเข้าใจสรุป อินไซต์สำคัญของ Influencer Marketing Trends ปี 2026 กันไปแล้ว ต่อมาเราจะพาคุณมาดูเคล็ดลับการเลือกอินฟลูเอนเซอร์อย่างไร ให้เหมาะกับแบรนด์ B2C และ B2C 

วิธีเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้เหมาะกับแบรนด์  B2C

การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้เหมาะกับแบรนด์  B2C สิ่งสำคัญคือการมองหาความเข้ากันได้ การตรวจสอบผู้ติดตาม และการเลือกรูปแบบคอนเทนต์ตามวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. ความเข้ากับแบรนด์สำคัญกว่าผู้ติดตาม

ควรเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีสไตล์ ค่านิยม และความสนใจตรงกับแบรนด์ ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นวัยรุ่น ควรเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีคาแรกเตอร์สดใส และกลุ่มผู้ติดตามวัยเดียวกัน เป็นต้น

  1. ตรวจสอบผู้ติดตามจริง และ Engagement

เน้นความสัมพันธ์ระหว่าง อินฟลูเอนเซอร์กับผู้ติดตาม มากกว่าจำนวนฟอลโลเวอร์ ตัวอย่างเช่น Micro & Nano Influencer (10k – 50k) อาจสร้างยอดขายต่อการโพสต์ได้สูงกว่าคนมีผู้ติดตามหลายแสนแต่ Engagement ต่ำ

  1. เลือกรูปแบบคอนเทนต์ตามวัตถุประสงค์

รูปแบบคอนเทนต์ เช่น

  • Awareness: Reels, TikTok หรือ Short Video
  • Consideration: รีวิว, How-to Video หรือ Blog Post
  • Decision: Promo Code, Affiliate Link หรือ Live Shopping

วิธีเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้เหมาะกับแบรนด์ B2B

การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ในตลาด B2B แตกต่างจาก B2C เพราะไม่ได้เน้นแค่จำนวนผู้ติดตาม แต่ยังต้องโฟกัสที่ปัจจัย ดังต่อไปนี้

  1. เน้นความเชี่ยวชาญมากกว่าผู้ติดตาม

เลือกอินฟลูเอนเซอร์ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม หรือมีประสบการณ์ตรงกับสินค้า หรือบริการที่แบรนด์เสนอ โดย อินฟลูเอนเซอร์นั้น อาจมีผู้ติดตามอาจไม่มาก แต่คนที่ติดตามเป็นกลุ่มเป้าหมายตรง และมักให้ความสำคัญกับคำแนะนำ หรือความเห็นของอินฟลูเอนเซอร์

ตัวอย่างเช่น CEO ของบริษัทเทคโนโลยีที่มี LinkedIn Followers 10,000 คน แต่ทุกคนเป็นนักวิเคราะห์ หรือผู้จัดการฝ่าย IT ขององค์กรใหญ่ การทำงานร่วมกับ CEO คนนี้อาจสร้าง Lead ที่มีคุณภาพสูงกว่าการจ้าง Macro อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลายแสนแต่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายก็ได้

  1. ตรวจสอบคุณภาพผู้ติดตาม

การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้เหมาะกับแบรนด์ ไม่ใช่แค่ต้องดูตัวเลข แต่ต้องตรวจสอบคุณภาพ และความเกี่ยวข้องของผู้ติดตามด้วย โดยอาจใช้เครื่องมือวิเคราะห์ เช่น LinkedIn Analytics, Social Listening หรือ Influencer Marketing Platform เพื่อตรวจสอบว่า Followers เป็นผู้ตัดสินใจ ผู้มีอำนาจซื้อ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไหม เพื่อลดความเสี่ยงในการเสียเงินไปกับอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีผู้ติดตามเป็นผู้ใช้ทั่วไป หรือ Bot

สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังมองหาเอเจนซี่ที่เข้าใจการตลาดทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หรือออฟไลน์ และอยากเริ่มต้นทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ หรือ Creative Marketing อย่างเป็นระบบ และวัดผลได้จริง Common Ground Agency พร้อมช่วยวางกลยุทธ์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การวิเคราะห์อินไซต์ผู้บริโภค คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้เหมาะกับแบรนด์ ออกแบบคอนเทนต์ที่โดนใจ ไปจนถึง การวัดผลลัพธ์เชิงธุรกิจ เพื่อให้ทุกงบประมาณของคุณที่ลงทุนไป สร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า

หากสนใจ สามารถติดต่อหาเราได้ที่

Tel: 081-426-6695

Email: Enjoy@iamcommonground.com

Facebook Page: Common Ground

TikTok: @commonground_agency

Instagram: @commonground_agency

Common Ground Digital Marketing Agency รับทำการตลาดออนไลน์
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.