BlogContent Marketingวิธีอ่าน Google Search Console ดูข้อมูลอะไรถึงได้ประโยชน์

วิธีอ่าน Google Search Console ดูข้อมูลอะไรถึงได้ประโยชน์

Google search console

Google Search Console เครื่องมือฟรีจาก Google เป็นเครื่องมือสำคัญของคนทำงานสาย SEO ที่ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ และทำความเข้าใจว่า Google มองเว็บไซต์ของเราอย่างไรในผลการค้นหา

ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษา SEO หรือเจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการนำข้อมูลไปปรับปรุงผลลัพธ์ทางการตลาด ในบทความนี้ Common Ground ชวนรู้จักกับวิธีอ่าน Google Search Console พร้อมแนะนำว่าควรโฟกัสข้อมูลส่วนใดบ้าง เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อการทำ SEO ในระยะยาว

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

GSC คืออะไร และทำไมคนทำเว็บยุค AI ต้องรู้จัก ?

Google Search Console (GSC) คือเครื่องมือใช้ติดตาม วิเคราะห์ และตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหา (Google Search) ได้อย่างละเอียด โดยช่วยให้คุณเห็นข้อมูลสำคัญ เกี่ยวกับพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้งาน เพื่อให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงคอนเทนต์ และการวางกลยุทธ์ SEO ในอนาคต

ทั้งนี้ ในยุค AI เครื่องมือ GSC ก็ยังคงสำคัญ เพราะจากการอัปเดตล่าสุดจาก Google มีการเตรียมเพิ่มรายงานใหม่ สำหรับติดตามประสิทธิภาพการแสดงผลของเว็บไซต์ภายในระบบ AI Search และ AI Features ของ Google ทำให้ใครที่เป็นสาย GEO ไม่ควรพลาด

  • GSC ทำงานอย่างไร

Google Search Console ทำงานโดยเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมระหว่างเว็บไซต์กับระบบค้นหาของ Google ซึ่งมีหลักการทำงาน ดังนี้

  1. รวบรวมข้อมูลจากการค้นหาจริงของผู้ใช้: โดยบันทึกทุกครั้งที่หน้าเว็บไซต์ของคุณปรากฏในผลการค้นหา มีคนคลิก พร้อมคำนวณค่าเฉลี่ย
  2. การจัดทำดัชนี (Indexing): ระบบจะรายงานว่าหน้าเว็บไหนถูก Googlebot เข้ามาเก็บข้อมูลแล้ว หรือหน้าเว็บไซต์ไหนมีปัญหา
  3. วิเคราะห์ประสิทธิภาพ SEO และ GEO: ช่วยให้เห็นว่าคำค้นหา (Keyword) ไหนทำให้เว็บไซต์ถูกแสดงผล
  4. แจ้งเตือนปัญหาด้านเทคนิค: เช่น ความเร็วหน้าเว็บไซต์ ความเข้ากันได้กับมือถือ หรือปัญหา Schema Markup
Google search console

สรุปความสามารถของ GSC ที่ช่วยดันเว็บไซต์ให้เติบโต

ฟังก์ชันหลักของ GSC สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วนสำคัญ ดังนี้

  1. ความสามารถด้านการวิเคราะห์ Traffic

GSC ช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้งานผ่านข้อมูลเชิงลึกจาก Google Search โดยสามารถตรวจสอบได้ว่า

  • ผู้ใช้งานค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดอะไร (Queries)
  • หน้าใดได้รับจำนวนคลิก (Clicks) มากที่สุด
  • เว็บไซต์มีจำนวนการแสดงผล (Impressions) เท่าไหน
  • อัตราการคลิก (CTR) และอันดับเฉลี่ย (Average Position) ของแต่ละคีย์เวิร์ดเป็นอย่างไร
  1. ความสามารถด้าน Technical & Indexing

ช่วยตรวจสอบสุขภาพเว็บไซต์ในมุมมองของ Google ได้อีกด้วย เช่น

  • ตรวจสอบสถานะการ Crawl และ Index ของหน้าเว็บไซต์
  • ส่ง Sitemap เพื่อช่วยให้ Google ค้นพบหน้าเว็บได้รวดเร็วขึ้น
  • ตรวจสอบหน้าที่ถูกจัดทำดัชนี (Indexed Pages)
  • แจ้งเตือนปัญหาทางเทคนิค เช่น หน้าเว็บ Error, Redirect ผิดพลาด หรือปัญหาการเข้าถึงของบอต
  1. ความสามารถด้าน User Experience

Google ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานมาก โดยก็มีเครื่องมือที่ช่วยวัดประสิทธิภาพในส่วนนี้เช่นกัน ตัวอย่างข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่

  • รายงานประสิทธิภาพความเร็วของเว็บไซต์ (Core Web Vitals)
  • ตรวจสอบความพร้อมใช้งานบนอุปกรณ์มือถือ (Mobile Usability)
  1. ความสามารถด้านความปลอดภัย

GSC ยังช่วยเฝ้าระวัง และแจ้งเตือนปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น

  • แจ้งเตือนเมื่อเว็บโดนแฮ็ก หรือฝังมัลแวร์
  • ปัญหา Spam บนเว็บไซต์
  • โดน Google ทำโทษ (Penalty) จากการทำผิดกฎระเบียบ

อัปเดตฟีเจอร์ล่าสุดจาก Google Search Console ในยุค Generative AI (2026)

ในปี 2026 โลกของการค้นหา ได้เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วจากการเข้ามาของ AI ส่งผลให้ Google Search Console ต้องพัฒนาเครื่องมือ และรายงานต่าง ๆ เพื่อช่วยให้การทำ SEO สามารถติดตามประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ได้สอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นหารูปแบบใหม่มากยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์ล่าสุดจาก GSC มีดังนี้

  • AI Overviews & Citation Tracking

ฟีเจอร์เด่นปี 2026 แดชบอร์ดเวอร์ชันใหม่ที่รายงานข้อมูลว่า URL ของเว็บไซต์เรา ถูกระบบ Google AI Overviews หยิบยกไปใช้เป็น แหล่งอ้างอิง (Citations) ในกล่องคำตอบ AI มากน้อยแค่ไหน และมาจากคำค้นหาประเภทใด

  • Enhanced API Integration for LLMs

การเปิดระบบ API ที่เสถียรขึ้น เอื้อให้ผู้ใช้งานสามารถดึงข้อมูลดิบจาก GSC ไปเชื่อมต่อกับ AI Assistants (เช่น Google Gemini หรือโมเดล LLM อื่น ๆ) เพื่อใช้คำสั่งภาษาพูด (Natural Language Prompts) ในการวิเคราะห์ข้อมูล และสร้างกราฟรายงานเชิงลึกได้ทันที โดยไม่ต้องตั้งค่า Filter ให้ซับซ้อนด้วยตัวเอง

  • Real-time INP Dashboard

ปรับปรุงหน้ารายงาน Core Web Vitals ใหม่ โดยเน้นการแทรกข้อมูลและจำลองปัญหาค่า INP (Interaction to Next Paint) แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้เว็บมาสเตอร์ แก้ไขปัญหาความหน่วงของหน้าเว็บได้ทันที ก่อนที่จะถูกบอต AI ลดอันดับความน่าเชื่อถือ

วิธีอ่าน Data ในรายงานประสิทธิภาพหลัก (Performance Report)

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้งาน Google Search Console การทำ Performance Report ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ผู้ใช้งานค้นพบเว็บไซต์ของเราผ่าน Google Search ได้อย่างไร โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลให้ชัดเจนได้ ดังนี้

  • รายงานประสิทธิภาพ (Performance Report) และ 4 ตัวชี้วัดหลัก
  • Total Click: จำนวนครั้งที่ผู้ใช้คลิกเข้ามาจากผลการค้นหาธรรมชาติ (Organic Search)
  • Total Impressions: จำนวนครั้งที่ลิงก์ปรากฏบนหน้าจอผู้ค้นหา โดยยอดนี้รวมถึงการที่ลิงก์ไปปรากฏอยู่ในกล่อง AI Overviews ด้วย
  • CTR (Click-Through Rate): อัตราส่วนการคลิกต่อการแสดงผล
  • Average Position: อันดับเฉลี่ยของหน้าเว็บ
  • รายงานการตรวจสอบหน้าเพจ (Page Indexing & URL Inspection)

ชี้ให้เห็นว่าหากบอตของกูเกิลเข้าไม่ถึงหน้าเพจ (Indexing Error) ระบบ AI ก็จะไม่สามารถดึงข้อมูลไปใช้ได้ นักการตลาดต้องเคลียร์ปัญหาด้านเทคนิค เช่น Server Error (5xx) หรือ Page Not Found (404) เพราะในยุค GEO หน้าเว็บที่มีปัญหา Technical จะถูก AI ตัดสิทธิ์จากการเป็นแหล่งอ้างอิงทันที

  • รายงานประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์ (Core Web Vitals) กับเกณฑ์ขั้นต่ำของ AI

อัปเดตมาตรฐาน การวัดความหน่วงในการตอบสนองของหน้าเว็บด้วยค่า INP (Interaction to Next Paint) ซึ่งเข้ามาแทนที่ค่า FID อย่างเป็นทางการตามเกณฑ์ของ Google Search Central

พฤติกรรมของคนยุคใหม่ เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ต้องค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลือก อ่านรีวิว และตัดสินใจซื้อผ่านหลายช่องทาง กลายเป็นการต้องการคำตอบที่รวดเร็ว และครบถ้วนในทันที ด้วยการมาถึงของ Generative AI ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Collapsed Funnel คือการรวบกระบวนการรับรู้ และตัดสินใจซื้อจบในจุดเดียวผ่านคำแนะนำของ AI 

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของคนทำเว็บไซต์ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำอันดับบน Google อีกต่อไป แต่ต้องทำให้แบรนด์ และคอนเทนต์มีโอกาสถูก AI เลือกไปอ้างอิง และนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบด้วย สามารถเปรียบเทียบตามตาราง ดังนี้

มิติการเปรียบเทียบการตลาดแบบ SEO ดั้งเดิมการตลาดแบบ GEO
เป้าหมายสูงสุดการติดอันดับหน้าแรก (10 Blue Links) เพื่อชิงยอดคลิกการได้รับการอ้างอิง (Citations / Source Links) และถูกพูดถึงในคำตอบของ AI
เป้าหมายคำค้นหาคีย์เวิร์ดสั้น เน้นปริมาณเสิร์ชสูงคำค้นหาเชิงสนทนา และประโยคคำถามยาว ๆ
รูปแบบคอนเทนต์เขียนบทความขนาดยาว ครอบคลุมเนื้อหากว้าง ๆเขียนกระชับ ตอบตรงประเด็นทันที (Answer-First Design)
ตัววัดผลใน GSCยอดคลิก (Clicks) และอันดับเฉลี่ย (Position)ยอดแสดงผล (Impressions) และอัตราการได้สิทธิ์อ้างอิง

ในยุค AI Search การทำ SEO เพียงเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะผู้ใช้งานจำนวนมากได้รับคำตอบจาก AI โดยตรงก่อนคลิกเข้าเว็บไซต์ ดังนั้น นักการตลาด และเจ้าของธุรกิจ จึงควรปรับแนวคิดจากการแข่งขันเพื่อแย่งคลิก ไปสู่การแข่งขันเพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงที่ AI เลือกใช้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการมองเห็นแบรนด์ และเข้าถึงลูกค้าในยุคการค้นหารูปแบบใหม่

สำหรับแบรนด์ หรือธุรกิจที่ต้องการปรับเว็บไซต์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้นหาในยุค AI ขอแนะนำ Common Ground เอเจนซีรับทำ GEO พร้อมยกระดับเว็บไซต์ของคุณจากการทำ SEO แบบดั้งเดิม สู่การทำเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ทั้ง Google Search และ AI Search เพื่อเพิ่มโอกาสให้ข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณถูกนำไปอ้างอิงคำตอบของ AI

Google search console

4 วิธีใช้ข้อมูลจาก Google Search Console มาต่อยอดกลยุทธ์ GEO

หลังจากทำความเข้าใจฟังก์ชัน และวิธีใช้งานพื้นฐานของ GSC แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และต่อยอดสู่การทำ GEO เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ถูกเลือกเป็นแหล่งอ้างอิงในระบบ AI Search และ Generative AI โดยสามารถนำข้อมูลจาก GSC มาประยุกต์ใช้ได้ผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ค้นหาประโยคคำถามเชิงสนทนา

เริ่มต้นจากการเข้าไปที่เมนู Performance > Queries เพื่อวิเคราะห์คำค้นหาที่ผู้ใช้งานพิมพ์เข้ามาจริง ให้มองหาคีย์เวิร์ดในรูปแบบคำถามภาษาธรรมชาติ (Natural Language Queries) เช่น 

  • วิธี…
  • ทำไม…
  • …ดีไหม
  • …ต่างกันอย่างไร
  • …ควรเลือกแบบไหน

จากนั้นสามารถนำคำถามเหล่านี้ ไปพัฒนาเป็นหัวข้อ H2 หรือ H3 ภายในบทความ เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับรูปแบบคำถามที่ผู้ใช้งาน และ AI

ขั้นตอนที่ 2 พลิกวิกฤตหน้าเพจ Impressions สูง แต่ Clicks ต่ำ ให้เป็นโอกาส

หากพบว่าบางคีย์เวิร์ด หรือบางหน้าเว็บ มีจำนวน Impressions สูงขึ้น แต่จำนวน Clicks กลับลดลง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้งานกำลังได้รับคำตอบจาก AI Overviews โดยตรงก่อนคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ แทนที่จะมองว่าเป็นปัญหา ควรใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะกับการถูกอ้างอิงมากขึ้น เช่น

  • ปรับโครงสร้างบทความเป็น Answer-First Format
  • สรุปคำตอบที่กระชับ ตรงประเด็น ความยาว 2-3 บรรทัดไว้บนสุด

เพื่อให้ AI Crawler กวาดข้อมูลไปแสดงผลพร้อมติดลิงก์อ้างอิง (Citation Link) ได้ง่ายที่สุด

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบความพร้อมทางเทคนิคด้วยโครงสร้างข้อมูล

ใช้รายงานการเก็บข้อมูล คู่กับการติดตั้งระบบ Schema Markup เช่น FAQ Schema หรือ Article Schema เพื่อทำหน้าที่ เป็นป้ายกำกับโครงสร้างระบุตัวตน (Entity) ของเนื้อหาให้ AI เข้าใจ context ของเว็บแบบไม่มีความคลุมเครือ

ขั้นตอนที่ 4 ถมช่องว่างด้วย “ข้อมูลเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร”

ในปัจจุบัน AI สามารถสรุปข้อมูลพื้นฐาน ที่มีอยู่ทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต หากบทความของแบรนด์นำเสนอข้อมูลเหมือนกับเว็บไซต์อื่น ๆ AI ก็อาจไม่มีเหตุผลที่จะเลือกอ้างอิงเว็บไซต์ของเรา ดังนั้น เมื่อเจอคีย์เวิร์ดศักยภาพสูงใน GSC ควรเพิ่มข้อมูลเฉพาะตัวของธุรกิจลงไปในเนื้อหา เพื่อบังคับให้ AI ต้องหันมาอ้างอิงลิงก์ของเราเนื่องจากไม่มีข้อมูลนี้ที่อื่น เช่น

  • ข้อมูลสถิติจากการเก็บข้อมูลของแบรนด์ (Proprietary Data)
  • กรณีศึกษาจริงจากลูกค้า (Case Study)
  • ผลการทดลองหรือผลสำรวจเฉพาะทาง
  • บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ

วิธีเช็กรายงาน Page Indexing ไม่ให้บทความโดน AI ปฏิเสธ

ต่อให้คอนเทนต์ของคุณมีคุณภาพดีแค่ไหน แต่ Google ไม่สามารถเข้ามาเก็บข้อมูล (Index) หน้าเว็บได้ บทความนั้นก็จะไม่มีโอกาสปรากฏบนผลการค้นหา ดังนั้น การตรวจสอบรายงาน Page Indexing ใน GSC จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ โดยมีวิธีเช็ก ดังนี้

  • ตรวจสอบสถานะ ไม่ได้รับการจัดทำดัชนี (Not Indexed)

ตรวจสอบว่าหน้าคอนเทนต์สำคัญของคุณตกอยู่ในหมวดหมู่นี้หรือไม่ พร้อมดูเหตุผลที่ระบบแจ้งเตือน

  • วิธีแก้ไข Technical Error ทันที (Server 5xx & Canonical Tag)

หากหน้าเพจขึ้นสถานะติดปัญหาทางเทคนิค เช่น Server error (5xx) หรือ Alternative page with proper canonical tag ให้ประสานงานกับทีมผู้พัฒนาเพื่อแก้ไขทันที เพราะหน้าเว็บที่มี Technical Error จะถูกบอต AI ตัดสิทธิ์จากการนำไปอ้างอิงข้อมูล

  • วิธีจัดการสถานะ Discovered-Currently Not Indexed

หากพบสถานะ Discovered-Currently Not Indexed แปลว่า Google เจอลิงก์ของคุณแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้ามาสแกนอ่านข้อมูล ให้กดปุ่ม “ขอรับการจัดทำดัชนี (Request Indexing) ” ผ่านเครื่องมือตรวจสอบ URL (URL Inspection) เพื่อกระตุ้นให้บอตวิ่งเข้ามาเก็บข้อมูลคอนเทนต์ล่าสุดของคุณไปคำนวณผลลัพธ์

5 เช็กลิสต์ 2026 สำหรับการติดตั้ง และพัฒนาเว็บไซต์ ด้วยกลยุทธ์ GEO

ปี 2026 การทำ SEO ไม่ใช่แค่แข่งกับ Google อีกต่อไป แต่ต้องเขียนเว็บให้ AI อ่านง่าย และดึงไปตอบง่ายด้วย ทำให้กลยุทธ์ GEO จึงกลายเป็นด่านแรกที่ต้องวางรากฐานให้แน่น 

ก่อนจะไปถึงเรื่องคอนเทนต์หรือ Schema ใด ๆ โดยเว็บไซต์ต้องเร็ว ลื่น และตอบสนองผู้ใช้ได้ทันใจ โดยมีเช็กลิสต์สำคัญ ดังนี้

  1. Optimize Core Web Vitals

ตรวจสอบ และปรับแต่งประสิทธิภาพหน้าเว็บ โดยเฉพาะค่า INP ต้องควบคุมให้ต่ำกว่า 200 ms

  1. Create Q&A Structure

ดึงกลุ่มคำค้นหาแนวคำถาม (Queries) จาก GSC มาสร้างบล็อกคอนเทนต์หรือหน้า FAQ คอนเทนต์สไตล์ถาม-ตอบ

  1. Deploy Answer-First Format

ย้อนกลับไปปรับปรุงหน้าบทความเก่าที่มี Impressions สูง ให้มีส่วนสรุปคำตอบด่วนที่ด้านบนสุดของหน้าเพจ

  1. Maintain Technical Indexing

ตรวจสอบความถูกต้องของแผนผังเว็บไซต์ (Sitemap) และกดยืนยันการอัปเดต URL สม่ำเสมอใน GSC เพื่อให้บอต AI เข้าถึงข้อมูลล่าสุดได้ตลอดเวลา

  1. Inject Entity Schema

เพิ่ม Schema Markup ที่ระบุหัวข้อและประเภทธุรกิจ (Entities) อย่างชัดเจนเพื่อส่งสัญญาณตรงถึง AI Search Engines

สรุป อนาคตของการทำเว็บไซต์ในยุคที่ GEO ครองเมือง

ความสำเร็จของการทำ SEO หรือ GEO ในปี 2026 ไม่วัดกันที่ “ปริมาณหน้าเพจที่สร้างใหม่” แต่วัดที่ความแม่นยำในการนำข้อมูลจาก Google Search Console มาปรับปรุงหน้าเว็บ ให้ตอบคำถามได้ตรงจุด รวดเร็ว และน่าเชื่อถือที่สุด เพื่อยกสถานะเว็บไซต์ธรรมดาให้กลายเป็น แหล่งข้อมูลอ้างอิงที่แท้จริง (Source of Truth) บนระบบ AI ยุคปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ พฤติกรรม Gen Z และกลยุทธ์ GEO (FAQ)

หากเว็บไซต์ของเราโ ดน AI ดึงข้อมูลไปตอบในหน้าค้นหาแล้ว ยอด Clicks ใน Google Search Console จะลดลงไหม ?

อาจลดลงเล็กน้อย แต่การมองเห็นและการอ้างอิงแบรนด์ยังคงเพิ่มขึ้น

แพลตฟอร์ม AI Search อื่นๆ เช่น Perplexity หรือ ChatGPT ดึงข้อมูลจากรายงาน Google Search Console ของเราไปใช้ด้วยหรือไม่ ?

ไม่ได้ เครื่องมืออย่าง Perplexity หรือ ChatGPT ไม่สามารถเข้าถึงรายงาน GSC ของคุณโดยตรง ซึ่ง AI Search เหล่านี้จะดึงข้อมูลจากหน้าเว็บที่เปิดเผยต่อสาธารณะเท่านั้น

Tools อื่นๆ สามารถนำมาใช้คู่กับ Google Search Console เพื่อทำกลยุทธ์ GEO ได้อย่างไรบ้าง ?

สามารถใช้ Google Analytics วิเคราะห์พฤติกรรม หรือ Google Trends หาคำค้นหาใหม่ ๆ

Google Search Console ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับตรวจสอบอันดับเว็บไซต์เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ สามารถวิเคราะห์คุณภาพเว็บไซต์จากข้อมูลจริงที่มาจาก Google โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านคีย์เวิร์ด ทราฟิก การจัดทำดัชนี ปัญหาทางเทคนิค หรือพฤติกรรมของผู้ใช้งาน โดยข้อมูลเหล่านี้ล้วนช่วยให้สามารถวางแผน และปรับปรุงเว็บไซต์ได้แม่นยำมากขึ้น ลดการคาดเดา หรือการแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูก

สุดท้ายนี้ หากเว็บไซต์ของคุณกำลังประสบปัญหาด้าน SEO หรือกำลังมองหาทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางกลยุทธ์รองรับการเปลี่ยนแปลงของ AI Search อย่าลืมนึกถึง Common Ground เอเจนซีรับทำ GEO ที่พร้อมดูแล ทั้ง SEO และ GEO ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจาก Google Search Console และ MarTechต่าง ๆ

พร้อมช่วยเปลี่ยนข้อมูล และตัวเลขสถิติให้กลายเป็นแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันบนโลกออนไลน์ สร้างการเติบโตของ Organic Traffic และเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ สนใจสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาได้ที่

Tel: 081-426-6695

Email: Enjoy@iamcommonground.com

Facebook Page: Common Ground

TikTok: @commonground_agency

Instagram: @commonground_agency

Common Ground Digital Marketing Agency รับทำการตลาดออนไลน์
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.