Engagement คืออะไร ? ทำไมถึงเป็นตัวชี้วัด ที่สำคัญต่อธุรกิจ

Engagement (อ่านว่า เอ็น-เกจ-เม้น) คือ ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของแบรนด์กับกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ที่ติดตามในช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น ยอดไลก์ จำนวนการแชร์ และการแสดงความคิดเห็น ซึ่งข้อมูลที่ได้สามารถนำไปปรับปรุง และวางแผนการทำคอนเทนต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป
ทั้งนี้ Engagement มีผลต่อการแสดงบนหน้าฟีดของแพลตฟอร์ม เนื่องจาก ยอดดังกล่าวแสดงถึงความสนใจของผู้เข้าชมต่อคอนเทนต์ ยิ่งจำนวนยอดการมีส่วนร่วมสูง โอกาสการเข้าถึงผู้ถึงผู้คนส่วนใหญ่ก็มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น เพื่อไขข้อสงสัยทำไม Engagement ถึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อธุรกิจ ในบทความนี้ Common Ground ขอพาไขข้อสงสัย Engagement คืออะไร และมีผลต่อการทำธุรกิจอย่างไร ถ้าพร้อมกันแล้ว ตามไปดูกันได้เลย
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

Engagement คืออะไร ? และธุรกิจจะสร้าง ‘เอนเกจ’ จากไหนได้บ้าง
Engagement คือ การที่ลูกค้า หรือผู้ติดตามมีส่วนร่วมกับแบรนด์ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์โพสต์ สมัครรับข่าวสาร คลิกดูสินค้า หรือแม้แต่การพูดถึงแบรนด์ในสื่ออื่น ๆ ซึ่งยิ่งแบรนด์สามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการจดจำ และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้ามากขึ้นเท่านั้น
• Engagement Rate คืออะไร
Engagement Rate คือ อัตราการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน (User) ที่แสดงออกต่อคอนเทนต์ หรือแคมเปญโฆษณาที่เราเผยแพร่ออกไป โดยคิดจากทุกกิจกรรมที่สะท้อนการมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นการกดไลก์ แชร์, แสดงความคิดเห็น, การแสดงอารมณ์, การส่งข้อความ หรืออีเมล, การคลิกบนลิงก์ภายใน (Internal link), การเลื่อนอ่านเนื้อหา, การเข้าชมวิดีโอ หรือแม้แต่การไม่ได้ทำสิ่งใด แต่ใช้เวลาอยู่ในหน้าเว็บไซต์เป็นระยะเวลานาน ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมเช่นกัน
• Brand Engagement คืออะไร
Brand Engagement คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งมีความหมายลึกซึ้ง กว่าการมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ธรรมดา ๆ ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ก็คือ Interaction จะเหมือนการทักทาย จับมือ แล้วจากกันไปในงานเลี้ยงแต่ Engagement คือเมื่อเราคุยกันถูกคอ รู้สึกอยากติดต่อกันต่อ หรือแลก Contact ไว้เพื่อสานสัมพันธ์ในอนาคต ดังนั้น Brand Engagement จึงไม่ใช่แค่การให้ผู้บริโภคเห็น และตอบสนองต่อแบรนด์เท่านั้น แต่คือการทำให้พวกเขา “รู้สึกเชื่อมโยง และอยากมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง” กับแบรนด์ในระยะยาวนั่นเอง
• User Engagement คืออะไร
User Engagement คือ ระดับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน (User) ต่อแพลตฟอร์ม ผลิตภัณฑ์ หรือเนื้อหาที่แบรนด์นำเสนอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้สนใจ และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เรานำเสนอมากน้อยแค่ไหน กล่าวง่าย ๆ ก็คือ User Engagement คือการที่ผู้ใช้ไม่ได้แค่เข้ามาดูแล้วผ่านไป แต่มีการกระทำบางอย่าง เช่น กดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ คลิกอ่านต่อ ดูวิดีโอจนจบ กลับมาใช้งานซ้ำ สมัครสมาชิก หรือแม้แต่ทำการซื้อสินค้า
และยิ่งผู้ใช้มีพฤติกรรมเหล่านี้มากเท่าไร ก็แสดงว่าพวกเขามี Engagement กับแบรนด์หรือแพลตฟอร์มของเรามากเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของ “ความสนใจ ความพึงพอใจ และความภักดี” ที่ผู้ใช้มีต่อแบรนด์
ทั้งนี้ หลายคนอาจยังสงสัยว่า ธุรกิจสามารถสร้าง Engagement ได้จากอะไรบ้าง ? ถ้าอยากรู้คำตอบ เรามาดูกัน
▶ คอนเทนต์คุณภาพ: การสื่อสารผ่านบทความ รูปภาพ วิดีโอ หรืออินโฟกราฟิกที่ตอบโจทย์ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยให้ผู้ชมอยากติดตาม และแชร์ต่อ
▶ การโต้ตอบอย่างรวดเร็ว และจริงใจ: ไม่ว่าจะเป็นการตอบคอมเมนต์ ตอบแชท หรือรีวิวลูกค้า การใส่ใจในทุกคำถามและข้อเสนอแนะ ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์
▶ กิจกรรม หรือแคมเปญที่มีส่วนร่วม: เช่น เกมชิงรางวัล โพล หรือกิจกรรมแชร์ความคิด ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าแสดงตัวตน และเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้มากขึ้น
▶ การใช้ Influencer หรือ UGC (User-Generated Content): การให้ลูกค้า หรือบุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหา ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และขยายวงของผู้ที่รับรู้แบรนด์
รู้จักประเภทของ Engagement ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ที่สำคัญต่อธุรกิจ
Engagement บนโซเชียลมีเดีย สามารถแบ่งได้หลายประเภท โดยแต่ละแบบสะท้อนระดับความสนใจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ ดังนี้
- Reaction Engagement: การแสดงอารมณ์ เช่น กดไลก์ หัวใจ หรืออีโมจิ แสดงถึงความรู้สึกต่อคอนเทนต์
- Comment Engagement: การแสดงความคิดเห็น ซึ่งบ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมเชิงลึก ผู้บริโภคใช้เวลาในการแสดงความคิดเห็น
- Share Engagement: การแชร์ หรือส่งต่อคอนเทนต์ แสดงถึงความชื่นชอบ และต้องการแบ่งปันกับผู้อื่น
- Click Engagement: การคลิกลิงก์ ภาพ หรือวิดีโอ แสดงว่าผู้ใช้สนใจอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม
- Save Engagement: การบันทึกโพสต์ไว้ดูภายหลัง บ่งชี้ว่าคอนเทนต์มีคุณค่า และเป็นประโยชน์
- Time Engagement: ระยะเวลาที่ผู้ใช้ใช้กับคอนเทนต์ เช่น เวลาชมวิดีโอ หรืออยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสนใจในเชิงลึก
ประโยชน์ของ Engagement มีอะไรบ้าง ?
Engagement ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผู้บริโภค “สนใจและเชื่อมโยง” กับแบรนด์ของเรามากแค่ไหน มาดูกันว่าการมี Engagement สูง ๆ มีประโยชน์อย่างไรบ้าง
- เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น: เห็นว่าลูกค้าชอบหรือสนใจเนื้อหาแบบไหน
- สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค: ทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดและไว้วางใจแบรนด์มากขึ้น
- เพิ่มการมองเห็น: ยิ่งมีคนไลก์ แชร์ คอมเมนต์มาก คอนเทนต์ก็ยิ่งถูกอัลกอริทึมดันขึ้นฟีด
- ช่วยเพิ่มยอดขายทางอ้อม: เมื่อคนมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น ก็มีแนวโน้มจะตัดสินใจซื้อสูงขึ้น
- วัดผลแคมเปญได้ง่าย: Engagement เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า กลยุทธ์การตลาดของเราทำงานได้ดีแค่ไหน

คนทำการตลาดต้องรู้ ! ยอด Engagement ที่ดีควรมีค่าเท่าไหร่
สำหรับยอด Engagement Rate ที่ดีบนเว็บไซต์ ควรจะอยู่ที่ 60-70% ส่วนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ ควรอยู่ที่ 1-5% ทั้งนี้ การกำหนดยอดเอ็นเกจทั้งหมด ควรมีปัจจัยอื่น ๆ มาร่วมประเมินด้วย เช่น จุดประสงค์ของแคมเปญ ประเภทของสินค้าและบริการ รวมถึงกลุ่มเป้าหมาย

เปรียบเทียบ Reach, Impression และ Engagement ต่างกันอย่างไร
ก่อนจะเริ่มวัดผลแคมเปญโซเชียลมีเดีย เราควรเข้าใจตัวชี้วัดสำคัญ ที่ช่วยวัดประสิทธิภาพของคอนเทนต์ ได้แก่ Reach, Impression และ Engagement ดังนี้
- Reach: จำนวนคนที่เห็นคอนเทนต์ไม่ซ้ำกัน
- Impression: จำนวนครั้งที่คอนเทนต์ถูกแสดง ไม่ว่าจะซ้ำหรือไม่
- Engagement: การที่ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ เช่น ไลก์ แชร์ คอมเมนต์ หรือคลิก เป็นต้น

วิธีคำนวณยอด Engagement Rate จากการทำการตลาดออนไลน์
การคำนวณยอด Engagement Rate สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงนำข้อมูลที่มีอยู่มาคำนวณ โดยวิธีการคำนวณก็มีอยู่ให้เลือกหลายสูตร ซึ่ง Common Ground ได้รวบรวมสูตรการคำนวณ และวัดผล Engagement Rate ที่น่าสนใจมาไว้ให้แล้ว ดังนี้
- เว็บไซต์
Engagement Rate = (Engaged Sessions / Total Sessions) * 100
โดย Engagement Sessions คือ จำนวนการมีส่วนร่วมทั้งหมด ในขณะที่ Total Sessions เป็นจำนวน Sessions ทั้งหมด ซึ่งค่าที่คำนวณออกมาจะมีความแม่นยำ เพราะจำนวน User ที่เข้ามามีส่วนร่วมในเว็บไซต์จริง
ยกตัวอย่างเช่น หากจำนวน Sessions การมีส่วนร่วมอยู่ที่ 500 ครั้ง และจำนวน Sessions ทั้งหมดอยู่ที่ 1,000 ครั้ง จะได้ยอดเป็น (500/1000) * 100 = 50%
- Reach
Engagement Rate = (Total Engagement / Total Reach) * 100
สำหรับ Total Engagement คือ จำนวนครั้งการมีส่วนร่วมทั้งหมดของโพสต์ และ Total Reach เป็นยอด Reach ต่อโพสต์ เหมาะกับคอนเทนต์แบบจ่ายเงิน เพื่อเพิ่มยอดการมองเห็น และต้องการวัดประสิทธิผลของแคมเปญ โดยอาศัยพื้นฐานของจำนวนการมองเห็น
ยกตัวอย่างเช่น หากจำนวน Total Engagement อยู่ที่ 1,500 ครั้ง และจำนวน Total Reach อยู่ที่ 30,000 ครั้ง จะได้ยอดเป็น (1500/30000) * 100 = 5%
- Video View
Engagement Rate = (Total Video Views (ยอดวิวทั้งหมดของวิดีโอ) / จำนวนการมองเห็น (Impressions)) * 100
โดยยอด Total Video Views คือ ยอดวิวทั้งหมดของวิดีโอ ส่วน Impressions เป็นจำนวนการมองเห็น เหมาะกับการวัดผลคอนเทนต์วิดีโอบน YouTube Reels และ TikTok ซึ่งจะช่วยวัดผลได้ว่าผู้รับชม มีส่วนร่วมกับวิดีโอมากน้อยเพียงใด
ยกตัวอย่างเช่น จำนวนการมีส่วนร่วมทั้งหมด จากการกดไลก์ คอมเมนต์ และแชร์ของคลิปวิดีโออยู่ที่ 50 ส่วนจำนวนการเข้าถึง หรือ Reach อยู่ที่ 500 จะได้ยอดเป็น (50/500) * 100 = 10%
Engagement ส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร? ทำไมนักการตลาดต้องรู้จัก
อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า การทำ Engagement Marketing จะช่วยให้แบรนด์มีส่วนร่วมกับลูกค้า และกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมาย เปิดใจกับแบรนด์มากขึ้น เช่น การสร้างคอนเทนต์ให้ลูกค้าเกิดความสงสัย จนเกิดการพูดคุยกันในเพจ หรือคอนเทนต์ที่กระตุ้นให้เกิดการแชร์ต่อในวงกว้าง
ดังนั้น ยิ่งยอดเอ็นเกจสูง ก็ยิ่งหมายความว่าแคมเปญ หรือคอนเทนต์นั้น ๆ สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างตรงจุด ส่งผลให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ กับกลุ่มเป้าหมาย จนเกิด Conversion ในที่สุด
โดยแบรนด์เอง ก็จะได้ประโยชน์จากการทำ Engagemement Marketing มากมาย เช่น นำข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ และทำการออกแบบคอนเทนต์ โฆษณา รวมถึงสร้างประสบการณ์ที่ดีในการซื้อสินค้า และบริการให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย

เคล็ดลับ เพิ่มยอด Engagement ให้กับแบรนด์ ด้วย Social Media
ปัจจุบันแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ได้มีการอัปเดตอัลกอริทึมอยู่เสมอ ทำให้ผู้ที่กำลังสนใจการตลาดออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น X (Twitter), TikTok, Facebook, YouTube หรือ Instagram จำเป็นต้องศึกษาเทคนิคการเพิ่มยอด Engagement บนแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งมีเทคนิค ดังนี้
1. X (Twitter)
X หรือ Twitter เป็นแพลตฟอร์มแชร์สถานะ หรือข้อความสั้น ๆ จำนวนไม่เกิน 280 คำ โดยในปี 2024 X (Twitter) ได้เปลี่ยนช่องทางการมีส่วนร่วมในหลาย ๆ อย่าง
ไม่ว่าจะเป็น รีโพสต์ (Repost) แทนรีทวีต (Retweet) และการไลก์ (Like) แทนการ Favourite ซึ่งอัลกอริทึมจะจัดอันดับคอนเทนต์ตามแต่ละหัวข้อ และปริมาณยอด Engagement ซึ่งวิธีเพิ่มยอดการมีส่วนร่วม ได้แก่
- Get Verified
X Blue หรือติ๊กฟ้า เป็นฟีเจอร์ใหม่นับตั้งแต่ Elon Musk เป็น CEO คนใหม่ โดยความสามารถของติ๊กฟ้า เปรียบเสมือนตั๋วพิเศษที่ X (Twitter) จะดันคอนเทนต์ของคุณก่อนบัญชีที่ไม่ได้ Get Verified ทั้งนี้ต้องเสียค่าบริการรายเดือน เพื่อได้รับฟีเจอร์นี้
- ใช้ #Hashtags
การใช้ แฮชแท็ก เป็นอีกจุดเด่นในการเพิ่มยอด Engagement ของแพลตฟอร์มนี้มาตั้งแต่อดีต ทำให้แบรนด์ถูกเชื่อมโยงเป็นส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายที่กำลังพูดถึงหัวข้อต่าง ๆ ในขณะนั้น ดังนั้น ควรทำคอนเทนต์ที่มีความสดใหม่อย่างสม่ำเสมอ และสอดคล้องกับแฮชแท็ก เพื่อให้อัลกอริทึม X เปิดการมองเห็น
2. TikTok
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา TikTok ถือเป็นแพลตฟอร์มที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้งานถึง 44.38 ล้านคน โดย TikTok เป็นแพลตฟอร์มสำหรับลงคอนเทนต์วิดีโอขนาดสั้น ซึ่งอัลกอริทึมจะจัดอันดับคอนเทนต์จากการวัดเวลาในการดูของผู้ชม ซึ่งเคล็ดลับเพิ่มยอด Engagement มีดังนี้
- เสียงประกอบ
สิ่งแรกที่ไม่ควรมองของ หากต้องการเพิ่มยอด Engagement ในการทำการตลาดออนไลน์ของ TikTok คือ การเพิ่มเสียงประกอบ เช่น เสียงดนตรี เสียงพากย์ หรือเสียงเพลง ที่กำลังเป็นไวรัล หรือเป็นกำลังเป็นกระแสในขณะนั้น ก็ช่วยให้ผู้ใช้งาน TikTok เห็นคอนเทนต์ของคุณมากยิ่งขึ้น
- ตอบกลับด้วยคลิป
นอกจากการทำคลิปแสดงความคิดเห็น ต่อประเด็นถกเถียงในสังคมแล้ว การตอบกลับความคิดเห็นคอมเมนต์ ด้วยคลิปวิดีโอ จะช่วยให้ผู้ชมเข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อ ได้มากกว่าการอธิบายผ่านตัวอักษร ซึ่งเป็นการเพิ่มยอด Engagement ได้เป็นอย่างดี
3. Facebook
แพลตฟอร์มขวัญใจมหาชนอย่าง Facebook เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มมีการปรับอัลกอริทึมอยู่เสมอ โดยการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มนี้ สามารถทำได้ 3 วิธี เช่น ปุ่มแสดงอารมณ์ (Reaction) การแสดงความคิดเห็น (Comment) และการกดแชร์ (Share) ซึ่งหากต้องการเพิ่มการมีส่วนร่วม สามารถทำได้ ดังนี้
- Text on Wall
การทำคอนเทนต์ตั้งคำถาม เพื่อให้เกินการถกประเด็นในช่องคอมเมนต์ เป็นวิธียอดนิยมที่ช่วยเพิ่ม Engagement ได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก ผู้ใช้งาน Facebook มีผู้ใช้งานที่หลากหลายช่วงวัย ทำให้การแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ควรเขียนโพสต์แบบกระชับ โดยนำเนื้อหาที่ต้องการแสดงโพสต์ในช่องคอมเมนต์แทน
- ใช้ฟีเจอร์ Reels
การทำวิดีโอขนาดสั้น หรือ Reels ร่วมกับการคอนเทนต์หลักของเพจ เพื่อกระตุ้นให้อัลกอริทึมดันเพจของคุณขึ้นฟีด ซึ่งอาจทำเป็นคอนเทนต์แชร์ความรู้เกี่ยวกับเพจ หรือแชร์แรงบันดาลใจ เพื่อเรียกยอดไลก์ และยอดแชร์
4. Instagram
Instagram เป็นแพลตฟอร์มสำหรับลงคอนเทนต์ภาพนิ่ง และคลิปวิดีโอขนาดสั้น โดยมีผู้ใช้งานในกลุ่มวัย GenZ และ GenY ซึ่งการมีส่วนร่วมของ Instagram สามารถวัดได้จาก ยอดไลก์ การแชร์ และการเซฟโพสต์ โดยวิธีเพิ่มยอด Engagement มีดังนี้
- Instagram Stories
หนึ่งในฟีเจอร์ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับอินสตาแกรม อย่าง Stories ซึ่งการใช้ Instagram Stories เป็นกลยุทธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบออร์แกนนิก หากมีการอัปเดตสตอรีอยู่สม่ำเสมอ จะช่วยให้อัลกอริทึม เปิดการมองเห็นแอ็กเคานต์มากยิ่งขึ้น
- การโต้ตอบกับผู้ติดตาม
การให้ความสำคัญกับผู้ติดตาม ไม่ว่าจะตอบกลับความคิดเห็น การไลฟ์สด หรือการโต้ตอบผ่านสตอรี เพื่ออัลกอริทึมได้รู้ถึงการเคลื่อนไหวแอ็กเคานต์ของคุณ อีกทั้งการโต้ตอบกับผู้ติดตาม จะทำให้ผู้ติดตามอยากคอมเมนต์อีกในครั้งถัดไป

กลยุทธ์ Engagement Marketing ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบรนด์
การสร้าง Engagement คือการนำกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ มาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค หรือที่เรียกว่า Engagement Marketing เพื่อให้คอนเทนต์ตรงต่อกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแนวทางสร้าง Engagement Marketing ดังนี้
1. การจำลองกลุ่มเป้าหมาย
การจำลองกลุ่มเป้าหมาย (Buyer Persona) คือการจำลองพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายว่ามีความชื่นชอบ หรือความต้องการแบบไหน เพื่อให้สามารถสื่อสารกลับกลุ่มลูกได้อย่างตรงจุด
2. กำหนดตัวตนของธุรกิจ
กำหนดตัวตนของธุรกิจ (Brand Voice) เป็นการแสดงตัวตนของแบรนด์โดยการใช้เสียง หรือการสื่อสาร เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายจดจำแบรนด์ ผ่านการทำวิดีโอ หรือบล็อก (Blog)
3. แนวทางสร้างคอนเทนต์
นอกจากการทำคอนเทนต์ที่ต้องตอบโจทย์ Pesonar และ Brand Voice ที่กำหนดไว้ จะต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ลูกค้าสนใจ
ยกตัวอย่าง เช่น หากธุรกิจขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกีฬาโดยกำหนด Pesona ให้กลุ่มลูกค้าวัยรุ่น และใช้ Brand Voice ผู้ที่ชอบความท้าทาย สำหรับการสร้างคอนเทนต์ ควรนำกีฬา Extreme มาประกอบ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจ และอยากเกิดการตัดสินใจซื้อในที่สุด
4. วางแผนปล่อยคอนเทนต์
การวางแผนปล่อยคอนเทนต์ (Content Calendar) ก็มีผลต่อการสร้าง Engagement เนื่องจาก ผู้ใช้งานแต่ละแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย มีช่วงเวลาการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรเลือก วัน และช่วงเวลาที่ตรงกับผู้เข้าชมจำนวนมาก
5. วัดประสิทธิภาพคอนเทนต์
หลังจากเผยแพร่คอนเทนต์ลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ แล้ว ควรนำยอด Engagement มาวัดประสิทธิภาพ เพื่อนำไปปรับปรุง หรือพัฒนาคอนเทนต์ในครั้งถัดไป
อ่านเพิ่มเติม How To เขียนคอนเทนต์อย่างไรให้มัดใจคนอ่าน
เป็นอย่างไรกันบ้างกับความรู้เกี่ยวกับ Engagement ที่ได้นำเสนอในวันนี้ โดยสรุป Engagement คือ การมีส่วนร่วมของกลุ่มลูกค้า ที่ได้ตอบโต้ในโพสต์ของแบรนด์บนโลกออนไลน์
ทั้งนี้ การมียอด Engagement สูงอาจไม่ได้การันตียอดขาย ฉะนั้นควรพิจารณากลุ่มเป้าหมายให้เป็นอย่างดี เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเกิด Brand Royalty ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต
สำหรับใครที่ต้องการเพิ่มยอด Engagement ก็สามารถเลือกใช้บริการจาก Common Ground เอเจนซี กันได้ เพราะเราเชี่ยวชาญด้านการทำคอนเทนต์ และเป็นที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ทุกรูปแบบ หากต้องการปรึกษา หรือสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ที่
Tel. 081-426-6695
Email : Enjoy@iamcommonground.com
Facebook Page : Common Ground
Engagement แปลว่าอะไร
engagement แปลว่า การมีส่วนร่วม หรือ การตอบสนอง คือระดับที่ผู้คนมีการโต้ตอบกับคอนเทนต์, แบรนด์, หรือโฆษณาของคุณ เช่น การกดไลก์, คอมเมนต์, แชร์, คลิก, รับชมวิดีโอจนจบ, การตอบกลับข้อความ เป็นต้น
Engagement Rate คิดยังไง
สูตรการคิด Engagement Rate ตามจำนวนผู้เข้าถึง (Reach)
Engagement Rate (by Reach) = (จำนวนผู้เข้าถึง (Reach) ÷ จำนวนการมีส่วนร่วมทั้งหมด) × 100%
Customer Engagement คือ
Customer Engagement คือ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์หรือธุรกิจของคุณอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่การซื้อสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการโต้ตอบ ความรู้สึก และพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสนใจ ความภักดี และความผูกพันกับแบรนด์
Engagement Marketing คืออะไร ?
Engagement Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ที่จะช่วยกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายที่เห็นสินค้า และบริการของแบรนด์เป็นครั้งแรก เกิดความสนใจต่อคอนเทนต์บนแฟลตฟอร์มต่าง ๆ จนมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้สึก หรือแชร์คอนเทนต์ออกไปในวงกว้าง
ค่า Engagement ที่ดีควรอยู่ที่เท่าไหร่?
ค่า Engagement ที่ดีบนเว็บไซต์ จะอยู่ที่ประมาณ 60-70% โดยตัวเลขยิ่งสูง ยิ่งแสดงว่าคอนเทนต์ของแบรนด์ ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย ในส่วนของยอด Engagement บนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1-5% ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มนั้น ๆ
Engagement กับ Reach ต่างกันอย่างไร?
Engagement เป็นยอดตัวเลขที่กลุ่มเป้าหมาย มีการตอบสนองในทางบวก เช่น การกดถูกใจ แสดงความคิดเห็น และแชร์ รวมไปถึงการตอบสนองในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็น การแจ้งสแปม การกดซ่อนโพสต์ หรือกดไม่สนใจโซเชียลมีเดียของแบรนด์
ในขณะที่ Reach จะเป็นยอดจำนวนผู้คนที่มีการพบเห็นโพสต์นั้น ๆ โดย 1 Account จะนับเป็น 1 Reach ซึ่งจะแบ่งเป็น Organic Reach หรือคอนเทนต์ที่พบเห็นตาม Algorithm และ Paid Reach หรือคอนเทนต์ที่มาจากการจ่ายเงินยิงแอด โดยไม่ว่าผู้ใช้งานจะเห็นโพสต์ครั้งเดียว หรือซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ก็จะนับยอด Reach เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
Engagement ต่างจาก Conversion อย่างไร?
Engagement เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดคุณภาพของการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบอกว่าคนที่เห็นโพสต์ สนใจคอนเทนต์ของแบรนด์มากแค่ไหน ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของ Brand Loyalty ต่างจาก Conversion ซึ่งเป็นการวัดผลลัพธ์ที่ปลายทาง จากยอดการซื้อสินค้า การสมัครสมาชิก การดาวน์โหลด หรือการกระทำอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์
ตัวอย่างกลยุทธ์สร้าง Engagement ที่ได้ผลจริง?
การสร้าง Engagement ที่ยั่งยืน เกิดจากการวางแผน และปรับปรุงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด และสร้างฐานลูกค้าของแบรนด์อย่างมั่นคง โดยตัวอย่างกลยุทธ์การสร้างยอด Engagement ที่ดี มีดังนี้
– จัดแคมเปญ Hashtag Challenge
Hashtag Challenge เป็นกิจกรรมที่สร้างขึ้นมา พร้อมกับติดแฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความสนุกสนาน และเพิ่มการมีส่วนร่วม จากผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม เหมาะกับการเปิดตัวสินค้า และบริการใหม่ ๆ
– สร้างคอนเทนต์แบบโต้ตอบ
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยกระตุ้นยอด Engagement ของแบรนด์ได้อย่างอยู่หมัด คือ การสร้างคอนเทนต์ให้ผู้ติดตาม หรือกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ เกิดความสงสัย จนเข้ามาตอบในโพสต์นั้น ๆ เช่น การทายคำถาม Quiz และการสร้าง Story Poll ซึ่งหากผู้ติดตามเกิดความสงสัย ก็อาจเพิ่มจำนวนการแชร์ให้คนอื่น ๆ เข้ามาเห็นคอนเทนต์ของแบรนด์มากขึ้น
– การใช้ UGC (User-Generated Content)
UGC (User-Generated Content) เป็นหนึ่งในเทรนด์คอนเทนต์ ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ หรือบริการผ่านมุมมองของผู้บริโภคโดยตรง เช่น รีวิวสินค้าบริการบนเว็บไซต์ หรือวิดีโอสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์
– จัดกิจกรรม Live หรือ Giveaway
การจัดกิจกรรม Live หรือแจก Giveaway ให้กับกลุ่มลูกค้า เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มยอด Engagement อย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับร้านค้า ผ่านการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ และร่วมสนุกกับกิจกรรม โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกเสนอขายสินค้ามากจนเกินไป