BlogAdsContent Marketingวิธีโฆษณาสินค้า ให้ยอดขายเพิ่ม พร้อมกลยุทธ์ และตัวอย่างจริง

วิธีโฆษณาสินค้า ให้ยอดขายเพิ่ม พร้อมกลยุทธ์ และตัวอย่างจริง

โฆษณาสินค้า

ในยุคนี้ การแข่งขันทางธุรกิจมีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะการมีสินค้าดีเพียงอย่างเดียวอาจพออีกต่อไป ทำให้ “การโฆษณาสินค้า” กลายเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าถูกมองเห็น เข้าใจ และจดจำโดยลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือแบรนด์ใหญ่ หากรู้จักใช้กลยุทธ์โฆษณาอย่างถูกวิธี ก็สามารถเพิ่มยอดขาย และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้ ในบทความนี้ Common Ground จะพาคุณไปรู้จักวิธีการโปรโมตสินค้าอย่างมืออาชีพ พร้อมกลยุทธ์ และตัวอย่างที่นำไปปรับใช้ได้จริง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย !

โฆษณาสินค้าคืออะไร และสำคัญต่อแบรนด์อย่างไร

การโฆษณาสินค้า หรือการโปรโมตสินค้า คือกระบวนการสื่อสารเพื่อแนะนำ หรือโน้มน้าวให้ผู้บริโภครับรู้ถึงคุณค่าของสินค้าและบริการ โดยจุดประสงค์หลัก คือ การสร้างการรับรู้ กระตุ้นความสนใจ และผลักดันให้เกิดการตัดสินใจซื้อ ซึ่งการโฆษณาที่ดีจะช่วยเพิ่มทั้งยอดขาย และช่วยสร้างภาพลักษณ์รวมถึงความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้ในระยะยาว

โฆษณาสินค้า

ประเภทของการโปรโมตสินค้า มีอะไรบ้าง

ก่อนเริ่มทำโฆษณา ธุรกิจควรเข้าใจว่ามีหลายช่องทางให้เลือก ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีต่างกัน ดังนี้

  • โฆษณาออนไลน์

การโฆษณาผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น Facebook Ads, Google Ads, TikTok หรือ Instagram สามารถช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และวัดผลได้ทันที โดยกลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับการทำโฆษณาออนไลน์ ได้แก่

  • การใช้ภาพ และข้อความที่โดดเด่น
  • ทำโฆษณา Remarketing เพื่อดึงลูกค้าที่เคยเข้าชมกลับมา
  • วิเคราะห์ข้อมูลจาก Ads Manager เพื่อปรับปรุงแคมเปญ
  • โฆษณาออฟไลน์

เป็นการโฆษณาผ่านสื่อดั้งเดิม เช่น ป้ายบิลบอร์ด ใบปลิว วิทยุ โทรทัศน์ หรือกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยกลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับการทำโฆษณาออฟไลน์ คือ

  • เลือกทำเล หรือสื่อที่กลุ่มเป้าหมายพบเห็นบ่อย
  • ผสมผสานการโฆษณาออฟไลน์กับออนไลน์ เช่น ใช้ QR Code เพื่อเชื่อมไปยังหน้าเพจ
โฆษณาสินค้า

ยกตัวอย่าง 4 วิธีโฆษณาสินค้าโน้มน้าวใจผู้ชม ให้น่าสนใจ

การโปรโมตสินค้าให้น่าสนใจ และมีประสิทธิภาพ จะช่วยดูดความสนใจของผู้บริโภค และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น ซึ่งเทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยให้แคมเปญโฆษณาของคุณโดดเด่น และน่าจดจำ มีดังนี้

  1. เลือกใช้สโลแกนสินค้าที่ดึงดูดใจ

สโลแกน (Slogan) คือ วลี หรือประโยคที่คิดขึ้นเพื่ออธิบายสินค้า หรือบริการแบบสั้นกระชับ เพื่อให้แบรนด์เป็นที่จดจำ และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดได้ แม้จะขายสินค้าชนิดเดียวกัน

ทั้งนี้ การสร้างสโลแกนสินค้าที่ดี ควรใช้คำที่สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย สื่อถึงประโยชน์ และคุณค่าของสินค้า หรือบริการที่เรานำเสนอได้อย่างชัดเจน เพราะหากใช้สโลแกนที่ยาวเกินไป อาจทำให้ยากต่อการจดจำได้

ยกตัวอย่างการโฆษณา สโลแกนสินค้าจากโฆษณาดังที่จำได้ขึ้นใจ เช่น

  • คิทแคท: ​​คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท
  • 7-eleven: หิวเมื่อไร…ก็แวะมา
  • แลคตาซอย: แลคตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร
  • ฟาร์มเฮ้าส์: ฟาร์มเฮ้าส์ หอมกรุ่นจากเตาทุกวัน
  • กระทิงแดง: เป้าหมายมีไว้พุ่งชน
  • OREO: บิด ชิมครีม จุ่มนม
  • Bar B Q Plaza: อร่อยจริงเรื่องปิ้งย่าง

นอกจากนี้ ยังมีสโลแกนสินค้าเด็ด ๆ ที่แม้ไม่อยู่ในโฆษณาดัง ก็เรียกยอดขายปัง ๆ และเป็นที่จดจำได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น

  • อาหารจานด่วน มาแต่จาน อาหารรอก่อนนะ
  • คำแรกติดใจ คำต่อไปติดเตียง
  • อาหารที่ว่าเผ็ด ยังไม่เด็ดเท่าคนขาย
  • ขาดทุนไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้
  • ใส่ใจได้แค่มอง อยากลองก็มาชิม
  • แม่ค้าใจดี แถมฟรี พริกน้ำปลา ไม่อั้น
  1. ใช้สื่อที่หลากหลาย

การใช้สื่อในการยิงแอดโฆษณาสินค้านั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเขียนข้อความ แต่ยังรวมถึงการใช้ภาพ หรือวิดีโอเข้ามาช่วยในการกระตุ้นความสนใจได้ ทั้งนี้ การเลือกใช้สื่อควรเลือกให้เหมาะกับแพลตฟอร์ม และกลุ่มเป้าหมายของสินค้านั้น ๆ เช่น 

  • Instagram: เหมาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ชอบความสวยงาม และทันสมัย ให้เน้นโฆษณาที่ใช้ภาพสวย ดูดี หรือวิดีโอสั้น ๆ สำหรับสินค้าแฟชั่น อาหาร และการท่องเที่ยว
  • TikTok: เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ ควรใช้วิดีโอสั้นแบบสนุกสนาน หรือท้าทาย สำหรับสินค้าที่เน้นความบันเทิง หรือไลฟ์สไตล์ เป็นต้น
  • YouTube: เหมาะสำหรับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคำอธิบายมาก ให้ทำเป็นวิดีโอยาวโดยให้ข้อมูลเชิงลึก หรือสาธิตการใช้งาน 
  • Facebook: สำหรับสินค้าทั่วไปที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลากหลายวัย สามารถใช้ได้ทั้งข้อความ ภาพ และวิดีโอ
  1. ใช้ข้อเสนอพิเศษเพื่อกระตุ้นการซื้อ

หนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยกระตุ้นการซื้อ คือ การทำการตลาดด้วยข้อเสนอพิเศษ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของส่วนลด โปรโมชันพิเศษ หรือของแถมก็ได้ เช่น การเสนอส่วนลด 20% สำหรับการสั่งซื้อครั้งแรก หรือการให้ของแถมมูลค่าสูง เมื่อซื้อสินค้าครบตามยอดที่กำหนด เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้ จะสร้างความรู้สึกคุ้มค่า และกระตุ้นให้ลูกค้าต้องการประโยชน์พิเศษนั้น 

อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อเสนอพิเศษเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ และนี่คือจุดที่การตลาดแบบขาดแคลน (Scarcity Marketing) เข้ามามีบทบาท โดยกลยุทธ์นี้จะสร้างความรู้สึกเร่งด่วน และความกลัวที่จะพลาดโอกาส (FOMO – Fear Of Missing Out) เช่น การจำกัดจำนวนสินค้า “เหลือเพียง 5 ชิ้นสุดท้าย ! ” หรือการจำกัดเวลา เช่น “โปรโมชันสิ้นสุดวันนี้เท่านั้น ! “

  1. ทำ Call-to-Action (CTA) 

Call-to-Action คือ คำที่กระตุ้นการตัดสินใจ หรือปุ่มที่จะให้ผู้รับชม คลิกเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง เช่น สมัครสมาชิก ลงทะเบียน ติดตาม ซื้อสินค้า หรือนำผู้ชมมายังเว็บไซต์ 

CTA เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำโฆษณา ที่จะชี้ขาดระหว่างการยิงแอดโฆษณาสินค้าที่ประสบความสำเร็จ กับโฆษณาที่ล้มเหลว ซึ่งการทำปุ่ม CTA นี้จะต้องชัดเจน และตรงประเด็น โดยใช้คำที่สั้น กระชับ และสื่อความหมายได้ทันที เช่น ซื้อเลย ติดต่อเรา ลงทะเบียนวันนี้ หรือดาวน์โหลดฟรี เป็นต้น

หนึ่งในเทคนิคที่มีประสิทธิภาพในการทำ CTA คือ การออกแบบ ซึ่ง CTA ที่กระตุ้นให้เกิดการคลิกได้ ควรมีความโดดเด่น และแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของโฆษณา เช่น การใช้สีที่ตัดกับพื้นหลัง หรือการใช้ปุ่มที่มีขนาดใหญ่ เพื่อช่วยดึงดูดสายตา

อีกทั้งตำแหน่งของ CTA ก็มีผลต่อประสิทธิภาพเช่นกัน โดยทั่วไป CTA ควรอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัด โดยไม่ต้องเลื่อนหน้าจอ ซึ่งในกรณีของเว็บไซต์ ขอแนะนำให้วาง CTA ไว้ด้านบนของหน้าเว็บ หรือท้ายข้อความก็จะได้ผลดีมาก

นอกจากนี้ การสร้างความรู้สึกเร่งด่วนโดยใช้ Scarcity Marketing มาใส่ใน CTA ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจเร็วขึ้นได้ เช่น การเพิ่มข้อความ “มีจำนวนจำกัด” หรือ “เฉพาะวันนี้เท่านั้น” ลงไป

โฆษณาสินค้า

ตัวอย่างโฆษณาสินค้า ที่ประสบความสำเร็จในไทย

ความสำเร็จของการโฆษณา ไม่ได้เกิดจากงบประมาณสูงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “แนวคิด และการสื่อสารที่เข้าถึงใจผู้บริโภค” โดยตัวอย่างต่อไปที่เราจะพามาดูนี้ คือแคมเปญจากแบรนด์ไทย ที่สร้างอิทธิพลได้อย่างโดดเด่น ทั้งในเชิงยอดขาย และภาพลักษณ์

  1. ไทยประกันชีวิต

ไทยประกันชีวิตโดดเด่นด้วยแนวทาง Emotional Marketing หรือการทำแคมเปญโฆษณาที่สะเทือนอารมณ์ผู้ชม โดยจะถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริงผ่านภาพยนตร์โฆษณาที่ซึ้ง และสร้างแรงบันดาลใจ 

เช่น แคมเปญ “Unsung Hero” ที่เล่าถึงชายหนุ่มธรรมดาผู้ทำความดีเล็ก ๆ ในทุกวัน แม้ไม่มีใครเห็น แต่กลับสร้างความอบอุ่นในใจผู้ชมไปทั่วโลก ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ ยอดรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และกลายเป็นกรณีศึกษาด้านการตลาดเชิงอารมณ์ระดับสากล

  1. MITH

น้ำหอมไทยภายใต้แนวคิด “The Scent That Gives You The Scene” โดยแบรนด์ MITH ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของกลิ่นผ่าน Online Marketing ด้วยภาพยนตร์โฆษณา และคอนเทนต์ดิจิทัลที่ “ไร้สูตรสำเร็จ” ซึ่งสื่อถึงอารมณ์ และความทรงจำเฉพาะตัวของแต่ละคน 

ในส่วนของโฆษณา Out of Home (OOH) แบรนด์ได้ยกระดับการสื่อสารด้วย Landmark Domination จาก Plan B Media ที่ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ สร้างการมองเห็นในระดับแมส และตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์น้ำหอมไทยที่มีเอกลักษณ์ และพลังสร้างสรรค์

และในโลกออนไลน์ MITH ได้ฉีกทุกสูตรสำเร็จโดยการปล่อยโฆษณาครบรอบ 10 ปี ที่โด่งดังในหมู่ชาวต่างชาติ กลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน โดยมียอดชมกว่า 2 ล้านครั้ง ด้วยการ “ขายความครีเอทีฟ แทนการขายของ” ผ่านแนวคิด Human-Centric Branding และ Self-Aware Advertising ที่แบรนด์ไม่พูดถึงตัวเองตรง ๆ แต่จะให้ “คนธรรมดา” และ “บรรยากาศ” เป็นผู้เล่าเรื่องแทน 

ทั้งนี้ หากคุณอยากให้แบรนด์ถูกพูดถึงเหมือนโฆษณาดัง ๆ เหล่านี้ ให้ Common Ground เอเจนซีรับยิงแอดโฆษณาสินค้า และทำการตลาดครบวงจรช่วยสร้างแคมเปญ และยิงโฆษณาอย่างมืออาชีพ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตรงจุด วัดผลได้จริง และเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจคุณได้อย่างยั่งยืน ติดต่อ Common Ground วันนี้ เพื่อเริ่มต้นโฆษณาที่แตกต่าง และได้ผลจริงกันเลย !

เคล็ดลับ ใช้งบโฆษณาให้น้อย แต่ได้ผลมาก (Budget Optimization)

แน่นอนว่าบนโลกออนไลน์ในทุกวันนี้ มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น การใช้เงินโปรโมตสินค้าอย่างคุ้มค่า จึงเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องให้ความสำคัญ โดยเริ่มจากการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ ดังต่อไปนี้

  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

วิเคราะห์ลูกค้าให้ลึก เช่น เพศ อายุ พื้นที่ อาชีพ หรือพฤติกรรมการซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าการการยิงโฆษณาจะตรงจุด และไม่สูญเสียงบไปโดยเปล่าประโยชน์

  • ใช้เนื้อหาที่ดึงดูดสายตา

โฆษณาที่ดีไม่จำเป็นต้องยาว แต่ต้องโดนใจภายในไม่กี่วินาที โดยอาจลองใช้ภาพ หรือวิดีโอสั้นที่เล่าเรื่องได้ชัดเจน ก็สามารถช่วยเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) และยอดคลิกให้สูงขึ้นได้

  • ทดสอบหลาย ๆ แบบ (A/B Testing)

ลองทดลองโฆษณาหลาย ๆ เวอร์ชัน ทั้งภาพ ข้อความ หรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อดูว่าแบบใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุด จากนั้นจึงค่อยเพิ่มงบในแคมเปญที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

  • ใช้โฆษณา Remarketing

ดึงดูดลูกค้าที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ หรือเพจให้กลับมาอีกครั้ง วิธีนี้มีโอกาสปิดการขายได้สูงกว่าการยิงโฆษณาไปหากลุ่มใหม่ ๆ เพราะเป็นกลุ่มที่รู้จักแบรนด์ของคุณอยู่แล้ว

Checklist ข้อผิดพลาด ที่พบบ่อยในการทำโฆษณา 

แม้จะมีเครื่องมือ และแพลตฟอร์มให้เลือกมากมาย แต่หลายแบรนด์ก็ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์จากโฆษณาได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ เพราะพลาดในรายละเอียดสำคัญ ดังต่อไปนี้

  • ยิงโฆษณาโดยไม่วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย: การเลือกยิงแบบกว้างเกินไป จะทำให้สิ้นเปลืองงบโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกลุ่ม
  • ใช้ข้อความทั่วไป ไม่มีจุดขายชัดเจน: โฆษณาที่ขาดคำพูดที่แตกต่าง จะไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้ชมคลิก หรือจดจำแบรนด์ได้
  • ไม่ติดตามผล หรือวิเคราะห์ข้อมูลหลังรันแคมเปญ: การละเลยข้อมูล เช่น CTR, CPM หรือ Conversion Rate จะทำให้ไม่รู้ว่า ควรปรับปรุงส่วนใดเพื่อให้แคมเปญดีขึ้น

ซึ่งเมื่อคุณเข้าใจ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้แล้ว ธุรกิจก็จะสามารถใช้ทุกบาทของงบโฆษณาได้อย่างคุ้มค่า และเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สุดท้ายนี้ Common Ground Agency เรามีความเชี่ยวชาญในการสร้างแคมเปญโฆษณาที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย  รวมถึงรับยิงแอดโฆษณาสินค้า โดยใช้เทคนิคเหล่านี้ และอีกมากมาย เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ หากคุณต้องการยกระดับการโฆษณาสินค้า  ไม่ว่าจะเป็น การสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจ หรือการยิงแอดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เรายินดีให้คำปรึกษา และช่วยเหลือคุณในทุกขั้นตอน หากสนใจติดต่อเราได้ที่

Tel: 081-426-6695
Email: Enjoy@iamcommonground.com
Facebook Page: Common Ground
TikTok: @commonground_agency
Instagram: @commonground_agency

โฆษณาสินค้าคืออะไร ?

การโฆษณาสินค้า คือ การสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ถึงตัวสินค้า จุดเด่น  หรือคุณค่าที่แบรนด์ต้องการนำเสนอ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นความสนใจ และผลักดันให้เกิดการตัดสินใจซื้อ ซึ่งอาจทำได้ผ่านสื่อหลายรูปแบบ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

โฆษณาออนไลน์กับออฟไลน์ต่างกันอย่างไร ?

โฆษณาออนไลน์ คือการโปรโมตสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น Facebook, Google, Instagram หรือ TikTok ข้อดีคือวัดผลได้ชัดเจน ปรับกลุ่มเป้าหมายได้ทันที และใช้งบตามต้องการ ส่วนโฆษณาออฟไลน์ จะเป็นการใช้สื่อดั้งเดิม เช่น ป้ายบิลบอร์ด ใบปลิว วิทยุ หรือโทรทัศน์ เหมาะกับการสร้างภาพลักษณ์ และการจดจำในวงกว้าง

โฆษณาแบบไหนใช้งบน้อยแต่เห็นผล ?

แน่นอนว่า “โฆษณาออนไลน์” เป็นทางเลือกที่ใช้งบน้อยแต่เห็นผล เนื่องจากสามารถเริ่มได้ด้วยงบไม่มาก แต่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่า

งบเริ่มต้นทำโฆษณาควรใช้เท่าไหร่ ?

ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า และเป้าหมายของแคมเปญ สำหรับธุรกิจขนาดเล็กสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ วันละ 200 – 500 บาท บนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ TikTok เพื่อทดสอบตลาดก่อน จากนั้นจึงค่อยปรับเพิ่มงบเมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

Common Ground Digital Marketing Agency รับทำการตลาดออนไลน์
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.