แชร์ 6 วัตถุประสงค์ยิงแอด Facebook อัปเดตล่าสุด 2025

Facebook เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้งานไว้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจหลายประเภท เพราะสามารถนำมายิงแอด Facebook ทั้งยังนำไปใช้เพื่อเลือกวัตถุประสงค์ Facebook Ads ที่ถูกต้องได้อีกด้วย ในบทความนี้ คอมม่อน กราวด์ จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจ วัตถุประสงค์การทำโฆษณาบน Facebook ให้มากขึ้น พร้อมแนะนำ 6 วัตถุประสงค์ ที่ช่วยให้การทำโฆษณาประสบความสำเร็จได้ ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
ยิงแอด Facebook คืออะไร ?
การยิงแอด Facebook (Facebook Ads) คือ การสร้างโฆษณาเพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ โดยวัตถุประสงค์ของการยิงแอดบน Facebook คือขั้นตอนการสร้างแคมเปญโฆษณาที่เป็นตัวกำหนดทิศทาง และเป้าหมายของโฆษณา ว่าต้องการให้แคมเปญโฆษณาสร้างผลลัพธ์ออกมาในทิศทางไหน
แต่หากเลือกวัตถุประสงค์ผิดประเภท หรือเลือกรูปแบบการสร้างโฆษณาไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ก็อาจทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ตรงตามที่คุณต้องการ หรืออาจทำให้คุณเสียค่าใช้จ่ายในการยิงแอดโฆษณาแบบเปล่าประโยชน์ได้

วัตถุประสงค์ของ Facebook Ads มีทั้งหมดกี่ประเภท ?
ในการสร้างแคมเปญโฆษณาบน Facebook สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนจะเริ่มยิงแอด คือการเลือกวัตถุประสงค์ (Objective) ให้ตรงกับเป้าหมายทางธุรกิจ ซึ่ง Facebook ได้มีการปรับรูปแบบใหม่ โดยรวม Objective แบบเดิมที่มีหลากหลายให้เหลือเพียง 6 ประเภท และแบ่งกลุ่มให้ง่ายขึ้นตามขั้นตอนของการตลาดเป็น 3 หมวดใหญ่ ได้แก่
- Awareness (สร้างการรับรู้) คือวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ ให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น
- Consideration (กระตุ้นการพิจารณา): คือวัตถุประสงค์ที่ช่วยกระตุ้นกลุ่มเป้าหมาย ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจของคุณ
- Conversion (สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ): คือวัตถุประสงค์ที่มุ่งหวังให้กลุ่มเป้าหมายสนใจอยากซื้อสินค้า หรือบริการ รวมถึงการแสดงความรู้สึกบางอย่างให้กับธุรกิจ

เจาะลึก 6 วัตถุประสงค์ ที่สายยิง Facebook Ads ต้องใช้ !
ต่อไปนี้ เราจะพาคุณมาดูรายละเอียดของทั้ง 6 Objective ที่ Facebook ได้มีการปรับปรุงระบบโฆษณาให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ตรงเป้าหมายมากขึ้น และลดความสับสนในการตั้งแคมเปญ พร้อมคำแนะนำว่าแต่ละแบบเหมาะกับธุรกิจลักษณะใด เพื่อช่วยให้คุณยิงแอดได้ผลลัพธ์ดีที่สุดในปี 2025 !
1. Awareness
เป็นวัตถุประสงค์ระหว่าง Brand Awareness และ Reach ที่รวมเข้าด้วยกัน ทำให้แคมเปญโฆษณาถูกแสดงออกไปในวงกว้าง หรือทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นแคมเปญโฆษณามากที่สุด ซึ่งทำให้กลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มที่จะสนใจโฆษณา และจดจำธุรกิจของเรามากยิ่งขึ้น
เหมาะกับ: ธุรกิจที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ ที่อยากเปิดตัวสินค้า/บริการ และสร้างการจดจำในวงกว้าง
การเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ธุรกิจ โดยมีตัวชี้วัดเป็นจำนวนการเข้าชม (Landing Page View) และจำนวนการคลิกลิงก์ (Link Clicks) แต่การเลือกวัตถุประสงค์เพิ่มจำนวนผู้เข้าชม ต้องระวังเรื่อง Ads คือ ต้องเลือกให้สอดคล้องกับลิงก์ที่คลิกไป หากไม่ตรงกันก็อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการสับสน และทำให้การยิงแอด Facebook เสียเงินไปฟรี ๆ
เหมาะกับ: ธุรกิจที่อยากโปรโมตเว็บไซต์ เพิ่มจำนวนผู้อ่านบทความ และเพิ่มผู้ชมแอป
3. Engagement
เป็นวัตถุประสงค์ของการมีส่วนร่วม อย่าง ยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อวัดผลว่าแคมเปญโฆษณาโดนใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
เหมาะกับ: โพสต์โปรโมชัน, ทำ Social Proof, และ Retarget กลุ่มที่มีปฏิสัมพันธ์
4. App Promotion
วัตถุประสงค์นี้ เป็นขั้นตอนที่ช่วยเรื่องการตัดสินใจ (Consideration) อีกช่องทางหนึ่ง ทำให้เกิดการขายที่ง่ายมากขึ้น และตอบโจทย์กับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสให้คนดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของคุณได้ทันที
เหมาะกับ: ธุรกิจที่มีแอปพลิเคชัน อยากโปรโมตฟีเจอร์ใหม่ในแอป หรือเพิ่มยอดดาวน์โหลดบน iOS/Android
5. Leads
เป้าหมายหลักของ Leads คือ การเพิ่มจำนวนกลุ่มเป้าหมาย หรือคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าในอนาคต ให้กับธุรกิจของคุณ ซึ่งมีลักษณะเป็นฟอร์มให้กรอกข้อมูล เพื่อรวบรวมข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมากระตุ้นการขาย หรือช่วยปิดการขายที่ง่ายขึ้น
เหมาะกับ: ธุรกิจที่ต้องการแบบฟอร์มกรอกข้อมูล เก็บฐานข้อมูลลูกค้า รวมถึงการวางแผนทำ CRM หรือ Email Marketing
6. Sales
วัตถุประสงค์ช่วยสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ ซึ่งรูปแบบการขาย คือ การขายแบบแค็ตตาล็อก หรือการขายแบบมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเยี่ยมชมสินค้าได้ ทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ (หน้าร้าน)
เหมาะกับ: ร้านค้าออนไลน์ ธุรกิจที่มีหน้าร้าน และอยากใช้ Retargeting กับลูกค้าเดิมหรือคนที่เคยเข้าเว็บไซต์
สรุปตาราง Objective สร้างแคมเปญโฆษณา Facebook แบบเข้าใจง่าย !
สำหรับใครที่อยากเลือก Objective ให้ถูกทาง ทำโฆษณาได้ตรงเป้าหมาย เราได้ทำตารางแนะนำการเลือกวัตถุประสงค์ แบบเข้าใจง่ายแล้ว ดังนี้

และนี่ก็เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของ Facebook Ads ที่จะช่วยสร้างแคมเปญโฆษณาให้ประสบความสำเร็จ ด้วยการเลือกวัตถุประสงค์ที่แม่นยำ และตรงกับจุดประสงค์ในการสร้างแคมเปญโฆษณามากที่สุด
ทั้งนี้ หากใครที่กำลังอยากเริ่มต้นยิงแอด Facebook หรือสร้างแคมเปญโฆษณา แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ก็สามารถติดต่อ Common Ground Agency บริษัทรับยิงแอดโฆษณา ให้ช่วยดูแล ให้คำปรึกษาสร้างแบรนด์ให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดได้
เพราะเราเป็นเอเจนซีคุณภาพ ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการทำการตลาดออนไลน์ทุกรูปแบบมานานกว่า 6 ปี เราพร้อมดูแล และช่วยเหลือธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ หากสนใจให้เราดูแลสามารถติดต่อได้ที่
Tel: 081-426-6695
Email: Enjoy@iamcommonground.com
Facebook Page: Common Ground
TikTok: @commonground_agency
Instagram: @commonground_agency
ยิงแอด Facebook จ่ายเงินยังไง ?
เมื่อคุณสร้างแคมเปญโฆษณาเพื่อยิงแอดบน Facebook แล้ว จะต้องผูกบัญชีจ่ายเงินไว้ก่อน โดยวิธีจ่ายเงินจะมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเทศที่คุณอยู่ เช่น
– บัตรเครดิต / เดบิต (Visa หรือ Mastercard เป็นต้น)
– PayPal
– บัญชีธนาคารที่รองรับโอนแบบ Direct Debit
– วิธีชำระเงินภายในประเทศ (Local Manual Payment) ถ้ามีบริการในไทย
แนะนำขนาดรูปสำหรับยิงแอดบน Facebook
ขนาดรูปที่แนะนำสำหรับยิงแอดบน Facebook ประเภทโฆษณา เพื่อให้ไม่โดนครอป หรือบิดเบือน มีดังนี้
– Feed Single Image: 1080 × 1080 px (อัตราส่วน 1:1)
– Feed Portrait: 1080 × 1350 px (อัตราส่วน 4:5)
– Landscape (Feed / Link Ads): ~1200 × 628 px (อัตราส่วน 1.91:1)
– Stories/Full-Screen Vertical: 1080 × 1920 px (อัตราส่วน 9:16)
– Carousel: ขนาด 1080 × 1080 px (อัตราส่วน 1:1 บางรูปอาจเป็น 4:5 ขึ้นอยู่กับ Placement)
แนะนำขนาดวิดีโอสำหรับยิงแอด Facebook
วิดีโอสำหรับยิง Facebook Ads ควรมีขนาด ดังต่อไปนี้
– Feed Video Ads: 1080 × 1080 px (อัตราส่วน 1:1) หรือ 1080 × 1350 px (อัตราส่วน 4:5)
– Stories Ads: 1080 × 1920 px (อัตราส่วน 9:16)
– Carousel Video: 1080 × 1080 px (อัตราส่วน 1:1)
ยิงแอด Facebook เวลาไหนดี
การยิงแอด Facebook ไม่มีเวลาที่ดีที่สุดแบบตายตัว เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย เวลาใช้งานของกลุ่มลูกค้า และประเภทสินค้า หรือบริการของคุณด้วย อย่างไรก็ตาม เรามีแนวทางที่จะช่วยให้คุณเลือกเวลาได้ดีขึ้นมาฝาก ดังนี้
– ดู Data ประวัติของ Ad Account ของคุณเอง ว่าโฆษณาไหนเคยทำงานดีในวัน หรือเวลาไหน
– ลองรันโฆษณาแบบ A/B test เริ่มต้นหลายช่วงเวลา เช่น เช้า กลางวัน เย็น แล้วดู Performance เช่น CTR หรือ Conversion เป็นต้น
– โดยทั่วไป เวลาเช้า (ประมาณ 8 – 11 โมง), ช่วงเย็นหลังเลิกงาน (ประมาณ 5 – 9 โมง) จะมีแนวโน้มคนออนไลน์เยอะขึ้น แต่ก็ขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายของคุณด้วยเช่นกัน